ออกวิ่งๆ รับ ออกซิเจน

ออกวิ่งๆ รับ ออกซิเจน

หากพูดถึงเทรนการออกกำลังกาย หลายๆท่าน ตอนนี้สนใจที่จะออกวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเหยาะๆ วิ่งมาราธอน หรือเดินเร็ว ก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น

สำหรับมือใหม่ ที่เริ่มออกวิ่ง หากวิ่งเร็วเกินไป หรือหายใจตื้นเกินไป อาจจะเหมื่อยหอบเอาได้ง่ายๆ หากเราหายใจตื้นก็จะทำให้ร่างกายได้รับ “ออกซิเจน” น้อย และอาจทำให้หายใจไม่ออกได้ ดังนั้นเราควรออกวิ่งช้าๆ และพยายามหายใจลึกๆ ไปถึงช่องท้อง เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ และ ควรหายใจเข้าลึกๆ จะทำให้การหายใจออกยาวขึ้น จะหายใจออกทางปาก หรือทางจมูกก็ได้ สำหรับการหายใจทางปากนั้นจะทำให้หายใจได้เร็วขึ้น ซึ่งนักวิ่งหลายๆท่าน จะรู้สึกหายใจได้สะดวกกว่า แต่ถ้าวิ่งในที่ ที่มีอากาศเย็นๆ ควรหายใจทางจมูกจะดีกว่า เพราะจะช่วยให้ลมหายใจอบอุ่นซึ่งเป็นการถนอมคอ และหลอดลม

ศจ.เคลาส์ โฟลเคอร์ แพทย์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยมุนส์เตอร์ในประเทศเยอรมนี ได้แนะนำว่า ไม่ควรรับประทานอาหารหนักก่อนออกวิ่ง 2-3 ชั่วโมง เพราะเลือดจะถูกนำไปช่วยย่อยอาหาร และในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อที่ออกกำลังก็ต้องการเลือดเช่นเดียวกัน หากรู้สึกจุกเสียดขณะวิ่งก็ให้วิ่งช้าลงหรือเดิน การออกกำลังเป็นประจำจะทำให้ร่างกายชินกับการออกแรงอวัยวะต่าง ๆ จะเรียนรู้การถ่ายเทเลือดได้ดีขึ้น และร่างกายจะสามารถนำพาออกซิเจนได้ดีขึ้นด้วย

มาออกกำลังกายเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ได้รับออกซิเจน อย่างเต็มที่กันค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa

“เสียเซ้ลฟ์” (LOSING YOUR SELF-CONFIDENCE) เพราะหย่อนสมรรถภาพ…แก้ได้

“ต้องยอมรับว่า ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นเรื่องที่สร้างความเครียดและทำให้ท่านชาย “เสียเซ้ลฟ์” ได้ไม่น้อยเลย”

การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ ภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวตามสั่ง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้มีมากมาย แต่หยิบยกมาเฉพาะปัจจัยใกล้ตัวที่นำไปสู่หรือทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ ปัจจัยแรกคงหนีไม่พ้น เรื่องของอายุ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศก็เพิ่มขึ้นตามมา รวมถึงปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ต่อมลูกหมากโต ฯลฯ เพราะยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาโรค ทำให้ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศยิ่งรุนแรงขึ้น นอกจากนั้นยังมีปัจจัยรายล้อมในด้านอื่นๆ เช่น ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ขาดการพักผ่อน สูบบุหรี่จัด ดื่มสุราจัด ใช้สารเสพติด เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ภาวะเสื่อมสมรรถภาพเกิดขึ้นเร็วสำหรับคนที่ยังไม่เคยเป็น และเสื่อมมากขึ้นสำหรับท่านที่กำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว

การดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม เพราะนอกจากจะช่วยเยียวยาแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลร่างกายด้วย เท่ากับเป็นการป้องกันและบำรุงไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะสมุนไพรที่มีส่วนช่วยบำรุงแล้ว ถ้าไม่นึกถึง Cordycepssinensis (Berk.) Sacc(ถั่งเช่า) คงไม่ได้ เพราะสรรพคุณของถั่งเช่านั้น ช่วยบำรุงร่างกาย เสริมประสิทธิภาพการทำงานของไตและตับ ช่วยควบคุมระดับคอเรสเตอรอล และลดอาการของโรคทางเดินหายใจ รวมถึงช่วยเพิ่มจำนวนอสุจิ และสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่อยากแนะนำสำหรับท่านที่มีปัญหาด้านหย่อนสมรรถภาพ ควรหาเอามาใช้ คือ HerbaEpimediumSagittatumเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณพิเศษที่มีงานวิจัยล่าสุดจาก Chinese Academy of Medical Science ยืนยันว่า มีส่วนช่วยแก้ไขเรื่องการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในชาย ช่วยชะลอวัยและใช้บำรุงร่างกายได้ด้วย ซึ่งเมื่อสืบค้นไป ก็พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีใช้ในตำรับยาจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว เพื่อเสริมความเป็นชายและใช้เป็น “ยาโป้ว” อย่างดีเลิศ ดังนั้น ถ้าหากต้องการดูแลสุขภาพหรือแก้ปัญหาสุขภาพให้ตรงจุด ทางเลือกง่ายๆ และชะลอวัยทางหนึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรตามที่ได้แนะนำไว้นี้ มารับประทานเพื่อเป็นตัวช่วยเสริม ป้องกันและบำรุงร่างกาย

***ข้อมูลการวิจัย : ฤทธิ์ต่อการกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศของ “ถั่งเช่า” (Cordycepssinensis) วิจัยในชายไทย 22 ท่าน พบว่า
ช่วยเพิ่มจำนวนของสเปิร์มในอสุจิได้ 33%
ลดปริมาณของสเปิร์มที่ผิดปกติลง 29%

วิจัยในชายและหญิงรวม 189 ท่าน ที่มีปัญหาความต้องการทางเพศลดลง พบว่า
สามารถทำให้มีความต้องการทางเพศสูงขึ้น 66%

*** จากรายงานการวิจัยของรองศาสตราจารย์ ดร. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และธิดารัตน์ จันทร์ดอน สำนักงานข้องมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เรื่องของโอเมก้าที่ควรรู้

โอเมก้า สารอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ เนื่องจากมีการหยิบยกเข้ามาไว้ในผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ มากมาย เช่น น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับเด็ก ที่เห็นหรือได้ยินกันบ่อยๆ ตามโฆษณา ดังนั้นคงแปลกมาก ถ้าจะไม่ทำความรู้จักกับโอเมก้า เรื่องใกล้ตัว เรื่องปากท้องและการดูแลสุขภาพ มาทำความรู้จักกับเจ้าโอเมก้าพวกนี้กันว่ามีอะไรบ้าง

โอเมก้าเป็นกลุ่มของกรดไขมันที่ส่วนใหญ่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ และหากขาดไปจะทำให้ร่างกายขาดความสมดุล ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการต่างๆ ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับกรดไขมันเหล่านี้เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โอเมก้าที่เคยได้ยินส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นโอเมก้า 3 6 และ 9 มาทำความรู้จักเจ้าโอเมก้าเหล่านี้กัน

เริ่มต้นด้วย โอเมก้า3และ 6 กรดไขมันจำเป็นที่พบได้น้อยมากในน้ำมันทั่วไป เป็นสารตั้งต้นของ

Prostaglandins ซึ่งมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ กลไกการเข็งตัวของเลือด การส่งผ่านของสารสื่อประสาท กระบวนการเผาผลาญไขมัน กลไกการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกัน โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ไขข้ออักเสบ มะเร็ง เป็นต้น การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันกลุ่มนี้ จะไม่ได้เข้าไปเพิ่มระดับไขมันในร่างกาย ในภาวะปกติร่างกายจะมีความสมดุลของโอเมก้า3 และ6 แต่ถ้าเมื่อไหร่เสียสมดุล ร่างกายก็จะแสดงออกถึงอาการที่ไม่ปกตินั้นออกมา

โอเมก้า3 เป็นหนึ่งในกรดไขมันจำเป็น ชนิดไม่อิ่มตัว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ EPA และ DHA EPA มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ รวมถึงช่วยลดอาการของไมเกรนได้อีกด้วย สำหรับ DHA นั้น มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างชัดเจน โดยมีผลต่อพัฒนาการของสมอง การมองเห็นของทารกและเด็ก อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสการเกิดโรคความจำเสื่อม
(Alzeimer’s disease) ในผู้ใหญ่ ช่วยลดอาการซึมเศร้า และยังมีความสำคัญต่อเรตินาของดวงตาด้วยดังนั้นเมื่อกล่าวถึงประโยชน์โดยรวมของโอเมก้า3 แล้ว โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระบบหลอดเหลือด การหมุนเวียนและการแข็งตัวของเลือด ความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดอุดตันเฉียบพลัน ช่วยควบคุมอาการอักเสบ ปวด บวม อาการปวดข้อรูมาตอยด์ โรคผิวหนังบางชนิด โอเมก้าชนิดนี้สามารถพบได้ใน

โอเมก้า6 กรดไขมันจำเป็น ที่พบได้ในน้ำมันพืชและถั่วชนิดต่างๆ และยังสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์จำพวกปลาต่างๆ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล งานวิจัยของ Dr. Willoam Harris เผยแพร่ใน

วารสาร Journal of the American Heart Association กล่าวว่า หากเพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า6 เข้าไปในมื้ออาหารที่รับประทานเป็นประจำทุกวัน สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจได้แบบง่ายๆ เพราะเมื่อหันมารับประทานอาหารที่มีโอเมก้า6 แทนไขมันอิ่มตัว ระดับคอเรสเตอรอลในเลือดจะลดลง ทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขึ้น

โอเมก้า9 (Oleic Acid) กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้ เพียงแค่มีโอเมก้า3และโอเมก้า6 เป็นวัตถุดิบ กรดไขมันชนิดนี้พบได้ทั้งในสัตว์และพืช แหล่งที่สามารถพบได้มาก เช่น คาโนลา ถั่วลิสง น้ำมันดอกทานตะวัน ซีบัคธอร์น เมล็ดงา ถั่วพิตาชิโอ อัลมอนด์ อะโวคาโด เป็นต้น ในภาวะที่ร่างกายมีโอเมก้า9 ไม่พอหรือขาด จะมีอาการผมร่วง มีรังแค ผิวแห้ง ตาแห้ง การเต้นของหัวใจผิดปกติ เจ็บตามข้อต่างๆ เป็นต้น

ร่างกายจะได้รับประโยชน์จาก โอเมก้า9 ในเรื่องที่สัมพันธ์กับสารที่มีชื่อว่า โพรสตาแกลนดิน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน มีหน้าที่ที่หลากหลายส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ/อักเสบ การหดเร็งของกล้ามเนื้อเรียบโดยเฉพาะมดลูกและหลอดเลือด ลดความดันในลูกตา ช่วยการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ การรับประทานโอเมก้า9 ยังช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลชนิด LDL ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ และคุณสมบัติที่สำคัญอีกข้อก็คือ โอเมก้า9 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโอเมก้า3และ6

ดังนั้นกล่าวโดยรวมแล้วประโยชน์ของโอเมก้า3 6 และ 9 ได้แก่

โอเมก้า3 6 และ 9 ช่วยลดการดูดซึมไขมันอิ่มตัวที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับไขมันไม่ดีน้อยลง

ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง และช่วยลดความรุนแรงของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ไขข้ออักเสบ

ช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดี ลออัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูง หัวใจทำงานได้เป็นปกติ

ช่วยให้เยื่อบุเซลล์มีสุขภาพที่ดี ลดการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวหนัง ฟื้นฟูสภาพผิวที่เสียจากการถูกทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลต ลดการอักเสบที่ผิว (โดยเป็นสารตั้งต้นของ eicosanoids) บรรเทาอาการคันและผื่นที่ผิวหนัง บำรุงผม ผิว และบรรเทาอาการสะเก็ดเงิน

บำรุงสายตา สมอง ต้านภาวะซึมเศร้า ป้องกันอัลไซเมอร์

บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย อาการที่เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน

โอเมก้า7 (Palmitoleic acid) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบได้มากในน้ำมันที่สกัดจากถั่วแมคคาเดเมีย และน้ำมันสกัดซีบัคธอร์น ทราบกันหรือไม่ว่าปัจจัยหลักของภาวะบกพร่องของระบบเผาผลาญมีอะไรบ้าง หนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นคำตอบก็คือ การที่ร่างกายขาดหรือได้รับ โอเมก้า7 จากอาหารน้อยเกินไปจนไม่พอ สภาวะบกพร่องทางการเผาผลาญ (Metabolic Syndrome) เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นสาเหตุหลักของการนำไปสู่ภาวะเจ็บป่วยต่างๆ มากมาย การบริโภคโอเมก้า7 เพิ่มจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่2 เพิ่ม HDL ลดการอักเสบที่อสจส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โอเมก้า7 มีประสิทธิภาพและความสามารถในการลดความเสี่ยงจากผลกระทบทางด้านลบที่เกิดจากภาวะ metabolic Syndrome รวมทั้งโรคเบาหวาน มะเร็ง และโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตในด้านอื่นๆ

โอเมก้า3 เป็นโมเลกุลที่ต้านการอักเสบ แต่โอเมก้า7 เป็นตัวส่งสัญญาฯให้เกิดการสื่อสารระหว่างไขมันและเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อในร่างกาย โอเมก้า7 ตัวรับสัญญาณนี้มีชื่อว่า Lipokine เป็นโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนที่เชื่อมโยงเนื้อเยื่อร่างกายที่อยู่ห่างไกล เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้พลังงานและการเก็บรักษาพลังงานเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม การบริโภคโอเมก้า7 เพียงเล็กน้อยต่อวัน มีผลอย่างยิ่งต่อการตอบสนองของร่างกายทางด้านการนำพลังงานไปใช้ การเก็บสะสมไขมัน ซึ่งทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับภาวะบกพร่องของการเผาผลาญโอเมก้า7 ยับยั้งการผลิตไขมันใหม่ โดยเฉพาะไขมันเลวที่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อและทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

โอเมก้า7 ปัจจัยต่อสู้กับภาวะบกพร่องของการเผาผลาญ ขณะที่ทางการแพทย์ให้คำจำกัดความว่าภาวะดังกล่าวเป็นต้นเหตุหลักของภาวะโรคหัวใจ หลอดเลือด และเบาหวานชนิดที่2 รวมถึงภาวะต้านอินซูลิน ไตรกลีเซอไรด์สูง HDLต่ำ ความดันโลหิตสูงและการอักเสบเรื้อรัง

ดังนั้น เมื่อได้ทำความรู้จักกับโอเมก้าต่างๆ และประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานโอเมก้าแต่ละชนิด ไม่ว่าจะได้รับจากพืช สัตว์หรือแม้แต่ในภาวะที่ร่างกายสร้างขึ้นเองหากมีแหล่งวัตถุดิบที่พร้อม ประโยชน์หลักต่างๆ ในหลากหลายด้านของการดูแลร่างกายจากการได้รับโอเมก้านั้นน่าอัศจรรย์มาก แต่จะเป็นการดียิ่งหากเราได้รับโอเมก้าที่หลากหลายครบถ้วนจากแหล่งของโอเมก้าธรรมชาติ ซึ่งหาได้ไม่ยากจากซีบัคธอร์น พืชตระกูลเบอรรี่ที่รวมรวบโอเมก้าไว้ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการและยังเหมาะอย่างยิ่งที่ใช้ในการดูแลสุขภาพ หรือจะเป็นจากพืชชนิดอื่นๆ ที่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็ไม่ยากเกินไปที่จะหามารับประทานกัน

ขอบคุณรูปภาพจาก : sanook.com

สัญญาเตือนภัย เสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน

หากพูดถึงเบาหวานหลายท่านคุ้นหูกับโรคนี้มาก เบาหวาน จัดอยู่ในโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อยู่จำนวนมาก เบาหวานเป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ซึ่งการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั้นก่อให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ และความหิวเพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการรักษา เบาหวานอาจก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ อาทิ แผลที่เท้า ไตวาย โรคหัวใจ ความเสียหายต่อสายตา โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

เบาหวาน เกิดจากตับอ่อน ผลิตอินซูลิน ได้ไม่เพียงพอ หรือเซลล์ในร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้อย่างเหมาะสม น้ำตาลที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยการควบคุมของอินซูลิน ในเมื่ออินซูลินมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้ จึงมีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมาก ไตจึงขับของเสียออกมาทางปัสสาวะ จึงเป็นสาเหตุทำให้ปัสสาวะหวาน เบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ

เบาหวานแบบที่ 1 คือ เกิดจากการที่ร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ แบบนี้อดีตเรียกว่า เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน หรือ เบาหวานวัยแรกรุ่น สาเหตุยังไม่ทราบ

เบาหวานแบบที่ 2
เริ่มขึ้นจากการดื้อต่ออินซูลิน คือ ภาวะที่เซลล์ไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม เมื่อโรคดำเนินไป อาจมีการขาดอินซูลินด้วย แบบนี้อดีตเคยเรียก เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือ เบาหวานที่เกิดในผู้ใหญ่ สาเหตุหลักเกิดจากน้ำหนักกายเกิน และออกกำลังกายไม่เพียงพอ

โรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือ ชาย ผอมหรืออ้วนก็สามารถมีความเสี่ยงได้ อาการที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเรามีความเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ คือ กลุ่มที่มีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือเคยตรวจพบค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง รวมถึงค่าระดับน้ำตาลในปัสสาวะสูง

สัญญาณเตือน เหงือกเป็นแผลอักเสบ ติดเชื้อ

เหงือกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่อาจเป็นแผลได้ง่ายจากการเป็นฐานรองฟันที่ใช้บดเคี้ยวอาหาร ยิ่งเมื่อไรก็ตามที่ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูง แผลในเหงือกก็ยิ่งอักเสบ และติดเชื้อได้ง่าย แถมยังหายยากกว่าปกติอีกด้วย

สัญญาณเตือน ผิวกระดำกระด่าง

โดยเฉพาะในส่วนของหลังคอ คุณอาจพบว่าสีผิวไม่สม่ำเสมอ มีสีดำเป็นปื้น หรือสีผิวกระดำกระด่างไม่สม่ำเสมอกันเหมือนเคย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการผิดปกติในการทำงานของอินซูลิน หรืออยู่ในภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ร่างกายสูญเสียฮอร์โมนที่ร่างกายใช้ควบคุมระดับบกลูโคส จนอาจนำไปสู่โรคเบาหวานได้

สัญญาณเตือน รู้สึกแปลกๆ ที่ฝ่าเท้า

ความรู้สึกแปลกๆ นี้ เป็นไปได้ทั้งความรู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตอ่อนๆ เสียวๆ แปล๊บๆ ไปจนถึงเริ่มสูญเสียสมดุลในการเดิน ยืน หรือไปจนถึงสูญเสียความรู้สึกใดๆ กับสิ่งที่สัมผัสกับเท้าได้ แม้ว่าอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงนานๆ ได้เช่นกัน แต่หากคุณไม่ได้สวมรองเท้าส้นสูง ก็สันนิษฐานว่าร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติแล้วล่ะ

สัญญาณเตือน สูญเสียการมองเห็น และการได้ยิน

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ระบบประสาทต่างๆ จะเริ่มถูกทำลาย รวมไปถึงเรตินาในดวงตา รวมไปถึงของเหลวในลูกตาที่ผิดปกติ ทำให้คุณมองเห็นภาพมัวๆ เบลอๆ ไม่ชัดเจน และยังทำให้ระบบประสาทการได้ยินทำงานผิดปกติอีกด้วย

สัญญาณเตือน ง่วงนอนมากยิ่งขึ้น

ใครที่นอนแล้วนอนอีก นอนยังไงก็ไม่หายง่วง อาจเป็นเพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป จนอาจเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานนั่นเอง นอกจากนี้บางคนยังอาจมีปัญหาในเรื่องของการหลับในตอนกลางคืน จนทำให้มาง่วงมากๆ ในตอนกลางวันได้ ซึ่งหากยิ่งนอนไม่เป็นเวลา ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้อีก

หากเรามีอาการดังกล่าวข้างต้น และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ก็อย่านิ่งนอนใจนะค่ะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสุขภาพอย่างละเอียด และเริ่มดูแลรักษาอย่างทันท่วงที หมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและห่างไกลจากโรคเรื้อรังค่ะ

ขอขอบคุณ ข้อมูล : Cooking Light , th.wikipedia.org, sanook.com