ผิวสวยสดใสสุขภาพดี ด้วยวิตามินซี ที่อยู่ใน น้ำมันสกัดจากเมล็ด ซีบัคธอร์น (SEABUCKTHORN)

1233

วิตามินซี (vitamin C) เป็นวิตามินที่รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างให้ผิวพรรณสวยสดใส ร่างกายแข็งแรง ทั้งนี้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นมาเองได้ เราจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แหล่งของวิตามินซีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น องุ่น ลูกพรุน ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ในกลุ่มเบอร์รี่ อาทิ สตอเบอรี่ ซีบัคธอร์น ฯลฯ

ซีบัคธอร์น จัดได้ว่ามีวิตามิน C สูงกว่าผลไม้ทุกชนิด และยังมีวิตามินซี สูงกว่าส้มถึง 15 เท่า

วิตามินซี จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระที่ทรงพลังอย่างยิ่ง และยังนับว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยชะลอความแก่ของผิวพรรณ และร่างกายได้เป็นอย่างดี เช่น

***ให้ความชุ่มชื้นผิวหนัง

***ช่วยชะลอความเสริมของเซลล์

***ช่วยป้องกัน และรักษาผิวเสียจากแสงแดด

***ช่วยฟื้นฟูผิวแสบร้อนจากแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต

***ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อให้กับผิว ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวได้อย่างดีเยี่ยม

วิตามินซีนี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายของเรา เช่น

***ช่วยในการสร้างคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด

***ช่วยรักษาหลอดเลือดฝอย กระดูก และฟันให้แข็งแรง

***ช่วยในกระบวนการสมานแผลให้หายได้เร็ว

***ช่วยในการสร้างสารสำคัญในร่างกายของเรา เช่น อีพิเนฟริน (epinephrine) คอร์ติโคสตีรอยด์ (corticosteroids) เป็นต้น

***นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยให้การดูดซึมของธาตุเหล็กจากทางเดินอาหารได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ซีบัคธอร์น (SEABUCKTHORN) จัดเป็นเบอร์รี่มหัศจรรย์ที่มีวิตามิน C สูงกว่าผลไม้ทุกชนิด และยังมีวิตามินซี สูงกว่าส้มถึง 15 เท่า อีกทั้งยังอุดมไปด้วย **โอเมก้า **วิตามิน **แร่ธาตุที่ช่วยส่งเสริมให้ผิวพรรณสวยงาม อีกทั้งยังมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง หากเราได้รับประทาน ซีบัคธอร์น เบอร์รี่มหัศจรรย์ที่ทรงพลังเป็นประจำ นอกจากเรื่องของผิวสวยแล้ว ยังส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพและบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี เมื่อระบบการทำงานของร่างกายดีขึ้น แน่นอนว่าผิวพรรณที่สวยเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติก็จะอยู่กับเราแน่นอนค่ะ และ Essentia BPA8+ น้ำมันจากเมล็ดซีบัคธอร์น (Sea Buckthorn) ธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยดูแลผิวพรรณและสุขภาพของเราได้เป็นอย่างดีค่ะ

จุดซ่อนเร้น มีตกขาว มีกลิ่นแรง มีอาการคัน ปัญหาใหญ่ของคู่รัก

000000

วันนี้เราไปตะเวนถามหนุ่มๆ เมื่อเวลาเจอ สาวๆที่มีกลิ่นช่องคลอดแรง จะทำอย่างไร ? ผลปรากฏว่า เมื่อมี Sex กับสาวๆครั้งแรก หนุ่มๆ จะไม่กล้าพูดตรงๆ ว่ากลิ่นของ จิมิ สาวๆกลิ่นแรง และจะมี Sex แบบให้เสร็จไปที บางรายถึงกับหมดอารมณ์กันเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นแฟน หรือสาวที่มี sex กันบ่อยๆ พอเริ่มมีกลิ่น หนุ่มๆก็จะบอกแฟนไปตรงๆ ให้ปรับปรุงเรื่องกลิ่น เพราะฉะนั้นสาวๆ อย่างปล่อยให้ต้องหนุ่มๆมาเตือนเรานะ

วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำให้ ช่องคลอดมีกลิ่นหายไป ด้วย การดูแลรักษาจุดซ่อนเร้น ผลิตภัณท์ ลิลลี่ไวท์ เจล (Lily White Gel) ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ feminine hygiene เป็นผลิตภัณฑ์ที่รักษาสมดุล pH balance (ความเป็นกรดและด่าง) ของจุดซ่อนเร้น ซึ่งความไม่สมดุลในจุดซ่อนเร้นส่งผลให้ น้องสาวจิมิ ของเรา เกิดปัญหา ตกขาว มีกลิ่น คัน ได้ ทั้งนี้ในจุดซ่อนเร้นของเรานั้น มีแบคทีเรียประจำถิ่น ซึ่งเป็นมิตรกับจุดซ่อนเร้น ค่อยทำหน้าที่ปกติน้องสาวจิมิไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ แต่ถ้าหากในจุดซ่อนเร้นของเราเสียสมดุลไป แบคทีเรียประจำถิ่นเหล่านี้ก็จะอ่อนแอลงการทำหน้าที่ปกป้องก็จะลดน้อยลง นำพามาซึ่งความผิดปกติของช่องคลอด เช่น ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นแรง คัน การติดเชื้อได้ง่าย และอื่นๆ

ธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นนั้นเป็นบริเวณที่จะมี แบคทีเรียประจำถิ่น (แบคทีเรียชนิดดีในตระกูล Lactobacillus) อาศัยอยู่ ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะเป็นแบคทีเรียที่ดี และเป็นมิตรกับจุดซ่อนเร้น แบคทีเรียชนิดนี้จะทำหน้าที่สร้างกรดแลคติก เพื่อทำให้ระบบนิเวศภายในช่องคลอดมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆ (pH3.8-4.5) ซึ่งสภาวะความเป็นกรดอ่อนๆ นี้ มีความเหมาะสมต่อการเติบโตของแบคทีเรียที่ดี และจะควบคุมไม่ให้เชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรียอันตรายที่ก่อให้เกิดปัญหา เจริญเติบโต มาเป็นปัญหาต่อจุดซ่อนเร้นของเราได้ เพราะฉะนั้นการดูแลรักษาความสะอาดอย่างถูกวิธีจึงมีความสำคัญต่อการรักษาสมดุล ( pH balance) ในช่องคลอดเป็นอย่างมาก

แล้ว สาเหตุใดบ้างละ ที่จะทำให้จุดซ่อนเร้น หรือช่องคลอดของเรานั้นเสียสมดุล pH balance ไป

การมีประจำเดือน ในช่วงที่เรามีประจำเดือนมานั้น เลือดที่ออกมาจะมีค่าความเป็นด่างสูงกว่าธรรมชาติของจุดซ่อนเร้น อย่างมาก (pH7.4) จึงทำให้สภาวะความเป็นกรดอ่อนๆ ลดลง แบคทีเรียตัวร้ายจึงเพิ่มจำนวนขึ้น และนำไปสู่กลิ่นที่ผิดปกติได้

การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน น้ำอสุจิของท่านชายจะมีความเป็นด่างเล็กน้อย (pH 7.2-8) เมื่อตกค้างอยู่ในช่องคลอด จะไปลดสภาวะความเป็นกรดตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นได้เช่นเดียวกัน และทั้งนี้ หากท่านชายที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วย

ไม่ได้รักษาความสะอาดของอวัยวะเพศของเขาให้ดีพอ เมื่อมีเซ็กซ์กัน มีการสัมผัสของอวัยวะเพศหญิงกับสิ่งสกปรกที่หมักหมมใต้หนังหุ้มปลายองคชาติ ของท่านชาย ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นได้

การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน จะไปทำลายแบคทีเรียที่ดีที่อาศัยอยู่ในบริเวณจุดซ่อนเร้นได้ จึงทำให้การสร้างกรดแลคติกตามธรรมชาติลดลง

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ส่งผลให้ความเป็นกรดอ่อนๆ ของบริเวณจุดซ่อนเร้นเปลี่ยนไปด้วย โดยจะมีความเป็นด่างมากขึ้น (pH 6-7.5 )

การรับประทานอาหารที่ไม่เป็นมิตรต่อจุดซ่อนเร้น อาหารที่มีสภาวะความเป็นกรดสูง **ของหนักดอง **อาหารรสจัดและมีกลิ่นฉุนอย่าง กระเทียม แกงกะหรี่ ปลาร้า ปูดอง ปลาเค็ม **อาหารทะเล เครื่องเทศ ในอาหารทะเลและเครื่องเทศจะมีสารเคมีที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการตกขาวและอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ **หัวหอม เนื้อแดง นมเนย หน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี่ และแอลกอฮอล์ จะทำให้ความเป็นกรดด่างเสียความสมดุล ซึ่งช่วงเวลานั้น ๆ อาจจะทำให้เชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่าง ๆ เข้าสู่น้องสาวได้ง่ายขึ้น **น้ำตาล การกินน้ำตาลมาก ๆ จะยิ่งไปเพิ่มโอกาสการติดเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะสาว ๆ ที่มีน้ำตาลในเส้นเลือดสูงหรือเป็นโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงมาก ดังนั้นควรรับประทานน้ำตาลให้เหมาะสม ซึ่งในแต่ละวันรับประทานประมาณ 6 ช้อนชาก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ทานแต่พอดีนะค่ะ ไม่มากไป ไม่ทานติดต่อกันจะเป็นปัญหาต่อน้องสาวจิมิ ของเรา

ลิลลี่ไวท์ เจล (Lily White Gel) ผลิตภัณฑ์เจลสมุนไพรที่ผสานพลังคุณค่าจากธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยทำความสะอาด พร้อมบำรุง และดูแลความสมดุลในช่องคลอดได้ดีมากๆ เมื่อในช่องคลอดมีความสมดุลแล้ว ก็จะทำให้แบคทีเรียที่ดีทำหน้าที่ปกป้องจุดซ่อนเร้นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ร่างกายดูแลตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นปัญหา ตกขาว มีกลิ่นแรง อาการคัน ก็จะหมดไป ปัญหาการติดเชื้อได้ง่ายก็จะลดน้อยลง เพราะเรามีทหารที่เข้มแข็งคอยดูแลน้องสาวจิมิ ของเราอยู่นั้นเอง

ประโยชน์จากผักผลไม้ 5 สี

19052017 1

ผัก และผลไม้ มีประโยชน์มากมายอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามิน อีกทั้งยังจัดเป็นอาหาร ที่มีสารอาหารในกลุ่ม ไฟโตนิวเทรียนท์สูง ซึ่งไฟโตนิวเทรียนท์ หรือเรียกว่า สารพฤกษาเคมี สารเหล่านี้ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ต้องได้รับจากพืชเท่านั้น โดยเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อม กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และการเกิดโรคต่างๆ มากมาย มีการศึกษาวิจัยมากมายพบว่าในผักและผลไม้แต่ละสีนั้น จะมีปริมาณชนิดของไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีประโยชน์ต่างกันไป

สีสันที่สวยงามของผักผลไม้นั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นเม็ดสีที่พืชสร้างขึ้นตามแต่ละชนิดของผักผลไม้นั้นๆ ซึ่งสีเป็นตัวบ่งบอกสารอาหารที่มีแตกต่างกัน นักโภชนาการได้แบ่งกลุ่มอาหารตามสี 5 สี และแต่ละสีมีคุณประโยชน์โดดเด่น โดยจะแบ่งออกเป็น 5 สี 5 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

ผักผลไม้สีเขียว

ผักผลไม้สีเขียว ได้แก่ ตำลึง ใบยอ คะน้า บรอกโคลี ผักโขม กะหล่ำปลี ใบชะพลู ใบบัวบก บวบ ผักบุ้ง ผักกาดหอม แตงกวา กางตุ้ง ชะอม ถั่วลันตา สาหร่ายบางชนิด ผักใบเขียวต่างๆ ฝรั่ง แอบเปิ้ลเขียว
สีเขียวสดใสที่เราเห็นในผักผลไม้ในกลุ่มนี้นั้นมาจากเม็ดสีของสารที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลด์ (Chlorophyll) ซึ่งมากไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็ง ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอย ผักผลไม้ในตระกูลนี้จะมีเส้นใยสูงมากช่วยในการขับถ่ายได้ดี ลดปัญหาท้องผูก ช่วยกำจัดสารตกค้างในร่างกายลดการสะสมของสารพิษ ลดกรดในกระเพาะอาหารบำรุงดวงตา

ผักผลไม้สีแดง

ผักผลไม้สีแดง เช่น สตรอเบอร์รี่ เชอรี่ ราสเบอร์รี บีทรูท มะเขือเทศ ทับทิม แตงโม ฝรั่งสีชมพู แก้วมังกรสีชมพู กระเจี้ยบแดง พริกชี้ฟ้าแดง สีแดงสดใสสวยๆ ที่เห็นอยู่นี้ จะมีสาระสำคัญคือ ไลโคปีน (Cycopene) และ เบตาไซซีน (Betacycin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งเสริมการมองเห็น และมีส่วนสำคัญในการต้านเซลล์มะเร็ง ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ และยังช่วยให้ผิวพรรณสวยเปล่งปลั่งด้วยอีกค่ะ ผักผลไม้ในกลุ่มนี้ยังเหมาะต่อการ น้ำมาทำเป็นสมูทตี้ คั้นน้ำสดๆ แยกกาก หรือทานสดๆ ก็ยังอร่อยสดชื่นนะค่ะ

ผักผลไม้สีเหลืองและส้ม

ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและเขียวอ่อน ได้แก่ แครอท ฟักทอง ข้าวโพด มะละกอสุก ส้ม สับปะรด มันเทศ เสาวรส ขนุน มะม่วงสุก พริงเหลือง มันฝรั่ง กล้วยสุก แตงโมงเหลือง แคนตาลูป ผักผลไม้สีเหลืองส้มนี้จะมีสารสำคัญที่ชื่อว่า ลูทีน (Lutein) ซึ่งมีประโยชน์ต่อดวงตาเป็นอย่างมาก ช่วยให้การมองเห็นในเวลากลางคืนคมชัด ช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา ส่งเสริมพัฒนาการ การมองเห็นในเด็กเล็กได้อีกด้วย ส่วนผักผลไม้ที่มีสีส้ม จะมีสารเบต้าแคโรทีน (Betacarotene) มีส่วนสำคัญในการต้านเซลล์มะเร็ง ดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล และไขมันในเส้นเลือด ส่งเสริมผิวสวยเปล่งปลั่งรักษาความชุ่มชื่นให้ผิว ลดความเสื่อมของสภาพเซลล์ในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ผักผลไม้ที่มีสีม่วง , ม่วงอมน้ำเงิน

ผักผลไม้ที่มีสีม่วงและม่วงอมน้ำเงิน ได้แก่ ดอกอัญชัน มะเขือสีม่วง กะหล่ำปลีสีม่วง บูลเบอร์รี่ มันเทศสีม่วง หอมแดง ข้าวโพดสีม่วง ข้าวเหนียวดำ ลูกพรุน ลูกหว้า ชมพู่ม่าเหมี่ยว ถั่วแดง สีสันสวยงามที่แปลกตามนี้จะมีสารสำคัญที่ชื่อว่าแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มีคุณสมบัติเด่นในการทำลายสารที่ทำให้เกิดมะเร็ง ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกายให้ทำงานอย่างสมบรูณ์ สามารถชะลอการเกิดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดและโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัวได้ ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจ ช่วยยับยั้งเชื้ออีโคไลที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำเงางาม และเพิ่มความสามารถในการมองเห็น ฯลฯ

ผักผลไม้มีมีสีขาว-น้ำตาลอ่อน

ผักผลไม้ที่มีสีขาวไปจนถึงน้ำตาลอ่อนนี้ ได้แก่ ธัญพืชต่างๆ กระเทียม ขิง ข่า กุยช่าย เห็ด ลูกเดือย ดอกกะหล่ำ ผักกาดขาว หัวไชเท้า ถั่งเหลือง ถั่วงอก งาขาว ผลไม้ เช่น สาลี่ มังคุด ลูกแพร์ แอบเปิ้ล กล้วย ลิ้นจี่ แห้ว เงาะ กระท้อน แก้วมังกรสีขาว น้อยหน่า ลำไย ลางสาด ลองกอง ละมุด เป็นต้น ผักผลไม้ในกลุ่มนี้จะมีสารอาหารที่เรียกว่า แซนโทน (Xanthone) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังมีสารอื่นๆที่ประกอบด้วย กรดไซแนปติก (Synaptic acid) และ อัลลิซิน (Allicin) โดยสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตและโรคหลอดเลือดหัวใจได้
เมื่อทราบคุณประโยชน์ จากผักผลไม้มากมายแบบนี้แล้ว อย่าลืมหันมาทานผักและผลไม้กันให้มากขึ้นนะค่ะ สลับทานหมุนเวียนกันไปให้ครบถ้วน และควรจะทานผักผลไม้หลากสีให้ได้ในปริมาณ 400-500 กรัมต่อวัน ที่สำคัญอย่าลืมล้างทำความสะอาดผักผลไม้ป้องการสารพิษตกค้างกันด้วยนะค่ะ เสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ด้วยการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายบ้าง ทำจิตใจให้แจ่มใส เพื่อสุขภาพที่ดีของเราค่ะ

ออกวิ่งๆ รับ ออกซิเจน

shutterstock_164840147

ออกวิ่งๆ รับ ออกซิเจน

หากพูดถึงเทรนการออกกำลังกาย หลายๆท่าน ตอนนี้สนใจที่จะออกวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเหยาะๆ วิ่งมาราธอน หรือเดินเร็ว ก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น

สำหรับมือใหม่ ที่เริ่มออกวิ่ง หากวิ่งเร็วเกินไป หรือหายใจตื้นเกินไป อาจจะเหมื่อยหอบเอาได้ง่ายๆ หากเราหายใจตื้นก็จะทำให้ร่างกายได้รับ “ออกซิเจน” น้อย และอาจทำให้หายใจไม่ออกได้ ดังนั้นเราควรออกวิ่งช้าๆ และพยายามหายใจลึกๆ ไปถึงช่องท้อง เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ และ ควรหายใจเข้าลึกๆ จะทำให้การหายใจออกยาวขึ้น จะหายใจออกทางปาก หรือทางจมูกก็ได้ สำหรับการหายใจทางปากนั้นจะทำให้หายใจได้เร็วขึ้น ซึ่งนักวิ่งหลายๆท่าน จะรู้สึกหายใจได้สะดวกกว่า แต่ถ้าวิ่งในที่ ที่มีอากาศเย็นๆ ควรหายใจทางจมูกจะดีกว่า เพราะจะช่วยให้ลมหายใจอบอุ่นซึ่งเป็นการถนอมคอ และหลอดลม

ศจ.เคลาส์ โฟลเคอร์ แพทย์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยมุนส์เตอร์ในประเทศเยอรมนี ได้แนะนำว่า ไม่ควรรับประทานอาหารหนักก่อนออกวิ่ง 2-3 ชั่วโมง เพราะเลือดจะถูกนำไปช่วยย่อยอาหาร และในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อที่ออกกำลังก็ต้องการเลือดเช่นเดียวกัน หากรู้สึกจุกเสียดขณะวิ่งก็ให้วิ่งช้าลงหรือเดิน การออกกำลังเป็นประจำจะทำให้ร่างกายชินกับการออกแรงอวัยวะต่าง ๆ จะเรียนรู้การถ่ายเทเลือดได้ดีขึ้น และร่างกายจะสามารถนำพาออกซิเจนได้ดีขึ้นด้วย

มาออกกำลังกายเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ได้รับออกซิเจน อย่างเต็มที่กันค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa

“เสียเซ้ลฟ์” (LOSING YOUR SELF-CONFIDENCE) เพราะหย่อนสมรรถภาพ…แก้ได้

shutterstock_156914564

“ต้องยอมรับว่า ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นเรื่องที่สร้างความเครียดและทำให้ท่านชาย “เสียเซ้ลฟ์” ได้ไม่น้อยเลย”

การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ ภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวตามสั่ง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้มีมากมาย แต่หยิบยกมาเฉพาะปัจจัยใกล้ตัวที่นำไปสู่หรือทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ ปัจจัยแรกคงหนีไม่พ้น เรื่องของอายุ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศก็เพิ่มขึ้นตามมา รวมถึงปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ต่อมลูกหมากโต ฯลฯ เพราะยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาโรค ทำให้ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศยิ่งรุนแรงขึ้น นอกจากนั้นยังมีปัจจัยรายล้อมในด้านอื่นๆ เช่น ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ขาดการพักผ่อน สูบบุหรี่จัด ดื่มสุราจัด ใช้สารเสพติด เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ภาวะเสื่อมสมรรถภาพเกิดขึ้นเร็วสำหรับคนที่ยังไม่เคยเป็น และเสื่อมมากขึ้นสำหรับท่านที่กำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว

การดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม เพราะนอกจากจะช่วยเยียวยาแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลร่างกายด้วย เท่ากับเป็นการป้องกันและบำรุงไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะสมุนไพรที่มีส่วนช่วยบำรุงแล้ว ถ้าไม่นึกถึง Cordycepssinensis (Berk.) Sacc(ถั่งเช่า) คงไม่ได้ เพราะสรรพคุณของถั่งเช่านั้น ช่วยบำรุงร่างกาย เสริมประสิทธิภาพการทำงานของไตและตับ ช่วยควบคุมระดับคอเรสเตอรอล และลดอาการของโรคทางเดินหายใจ รวมถึงช่วยเพิ่มจำนวนอสุจิ และสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่อยากแนะนำสำหรับท่านที่มีปัญหาด้านหย่อนสมรรถภาพ ควรหาเอามาใช้ คือ HerbaEpimediumSagittatumเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณพิเศษที่มีงานวิจัยล่าสุดจาก Chinese Academy of Medical Science ยืนยันว่า มีส่วนช่วยแก้ไขเรื่องการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในชาย ช่วยชะลอวัยและใช้บำรุงร่างกายได้ด้วย ซึ่งเมื่อสืบค้นไป ก็พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีใช้ในตำรับยาจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว เพื่อเสริมความเป็นชายและใช้เป็น “ยาโป้ว” อย่างดีเลิศ ดังนั้น ถ้าหากต้องการดูแลสุขภาพหรือแก้ปัญหาสุขภาพให้ตรงจุด ทางเลือกง่ายๆ และชะลอวัยทางหนึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรตามที่ได้แนะนำไว้นี้ มารับประทานเพื่อเป็นตัวช่วยเสริม ป้องกันและบำรุงร่างกาย

***ข้อมูลการวิจัย : ฤทธิ์ต่อการกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศของ “ถั่งเช่า” (Cordycepssinensis) วิจัยในชายไทย 22 ท่าน พบว่า
ช่วยเพิ่มจำนวนของสเปิร์มในอสุจิได้ 33%
ลดปริมาณของสเปิร์มที่ผิดปกติลง 29%

วิจัยในชายและหญิงรวม 189 ท่าน ที่มีปัญหาความต้องการทางเพศลดลง พบว่า
สามารถทำให้มีความต้องการทางเพศสูงขึ้น 66%

*** จากรายงานการวิจัยของรองศาสตราจารย์ ดร. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และธิดารัตน์ จันทร์ดอน สำนักงานข้องมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เรื่องของโอเมก้าที่ควรรู้

shutterstock_51286465

โอเมก้า สารอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ เนื่องจากมีการหยิบยกเข้ามาไว้ในผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ มากมาย เช่น น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับเด็ก ที่เห็นหรือได้ยินกันบ่อยๆ ตามโฆษณา ดังนั้นคงแปลกมาก ถ้าจะไม่ทำความรู้จักกับโอเมก้า เรื่องใกล้ตัว เรื่องปากท้องและการดูแลสุขภาพ มาทำความรู้จักกับเจ้าโอเมก้าพวกนี้กันว่ามีอะไรบ้าง

โอเมก้าเป็นกลุ่มของกรดไขมันที่ส่วนใหญ่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ และหากขาดไปจะทำให้ร่างกายขาดความสมดุล ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการต่างๆ ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับกรดไขมันเหล่านี้เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โอเมก้าที่เคยได้ยินส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นโอเมก้า 3 6 และ 9 มาทำความรู้จักเจ้าโอเมก้าเหล่านี้กัน

เริ่มต้นด้วย โอเมก้า3และ 6 กรดไขมันจำเป็นที่พบได้น้อยมากในน้ำมันทั่วไป เป็นสารตั้งต้นของ

Prostaglandins ซึ่งมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ กลไกการเข็งตัวของเลือด การส่งผ่านของสารสื่อประสาท กระบวนการเผาผลาญไขมัน กลไกการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกัน โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ไขข้ออักเสบ มะเร็ง เป็นต้น การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันกลุ่มนี้ จะไม่ได้เข้าไปเพิ่มระดับไขมันในร่างกาย ในภาวะปกติร่างกายจะมีความสมดุลของโอเมก้า3 และ6 แต่ถ้าเมื่อไหร่เสียสมดุล ร่างกายก็จะแสดงออกถึงอาการที่ไม่ปกตินั้นออกมา

โอเมก้า3 เป็นหนึ่งในกรดไขมันจำเป็น ชนิดไม่อิ่มตัว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ EPA และ DHA EPA มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ รวมถึงช่วยลดอาการของไมเกรนได้อีกด้วย สำหรับ DHA นั้น มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างชัดเจน โดยมีผลต่อพัฒนาการของสมอง การมองเห็นของทารกและเด็ก อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสการเกิดโรคความจำเสื่อม
(Alzeimer’s disease) ในผู้ใหญ่ ช่วยลดอาการซึมเศร้า และยังมีความสำคัญต่อเรตินาของดวงตาด้วยดังนั้นเมื่อกล่าวถึงประโยชน์โดยรวมของโอเมก้า3 แล้ว โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระบบหลอดเหลือด การหมุนเวียนและการแข็งตัวของเลือด ความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดอุดตันเฉียบพลัน ช่วยควบคุมอาการอักเสบ ปวด บวม อาการปวดข้อรูมาตอยด์ โรคผิวหนังบางชนิด โอเมก้าชนิดนี้สามารถพบได้ใน

โอเมก้า6 กรดไขมันจำเป็น ที่พบได้ในน้ำมันพืชและถั่วชนิดต่างๆ และยังสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์จำพวกปลาต่างๆ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล งานวิจัยของ Dr. Willoam Harris เผยแพร่ใน

วารสาร Journal of the American Heart Association กล่าวว่า หากเพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า6 เข้าไปในมื้ออาหารที่รับประทานเป็นประจำทุกวัน สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจได้แบบง่ายๆ เพราะเมื่อหันมารับประทานอาหารที่มีโอเมก้า6 แทนไขมันอิ่มตัว ระดับคอเรสเตอรอลในเลือดจะลดลง ทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขึ้น

โอเมก้า9 (Oleic Acid) กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้ เพียงแค่มีโอเมก้า3และโอเมก้า6 เป็นวัตถุดิบ กรดไขมันชนิดนี้พบได้ทั้งในสัตว์และพืช แหล่งที่สามารถพบได้มาก เช่น คาโนลา ถั่วลิสง น้ำมันดอกทานตะวัน ซีบัคธอร์น เมล็ดงา ถั่วพิตาชิโอ อัลมอนด์ อะโวคาโด เป็นต้น ในภาวะที่ร่างกายมีโอเมก้า9 ไม่พอหรือขาด จะมีอาการผมร่วง มีรังแค ผิวแห้ง ตาแห้ง การเต้นของหัวใจผิดปกติ เจ็บตามข้อต่างๆ เป็นต้น

ร่างกายจะได้รับประโยชน์จาก โอเมก้า9 ในเรื่องที่สัมพันธ์กับสารที่มีชื่อว่า โพรสตาแกลนดิน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน มีหน้าที่ที่หลากหลายส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ/อักเสบ การหดเร็งของกล้ามเนื้อเรียบโดยเฉพาะมดลูกและหลอดเลือด ลดความดันในลูกตา ช่วยการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ การรับประทานโอเมก้า9 ยังช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลชนิด LDL ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ และคุณสมบัติที่สำคัญอีกข้อก็คือ โอเมก้า9 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโอเมก้า3และ6

ดังนั้นกล่าวโดยรวมแล้วประโยชน์ของโอเมก้า3 6 และ 9 ได้แก่

โอเมก้า3 6 และ 9 ช่วยลดการดูดซึมไขมันอิ่มตัวที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับไขมันไม่ดีน้อยลง

ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง และช่วยลดความรุนแรงของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ไขข้ออักเสบ

ช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดี ลออัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูง หัวใจทำงานได้เป็นปกติ

ช่วยให้เยื่อบุเซลล์มีสุขภาพที่ดี ลดการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวหนัง ฟื้นฟูสภาพผิวที่เสียจากการถูกทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลต ลดการอักเสบที่ผิว (โดยเป็นสารตั้งต้นของ eicosanoids) บรรเทาอาการคันและผื่นที่ผิวหนัง บำรุงผม ผิว และบรรเทาอาการสะเก็ดเงิน

บำรุงสายตา สมอง ต้านภาวะซึมเศร้า ป้องกันอัลไซเมอร์

บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย อาการที่เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน

โอเมก้า7 (Palmitoleic acid) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบได้มากในน้ำมันที่สกัดจากถั่วแมคคาเดเมีย และน้ำมันสกัดซีบัคธอร์น ทราบกันหรือไม่ว่าปัจจัยหลักของภาวะบกพร่องของระบบเผาผลาญมีอะไรบ้าง หนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นคำตอบก็คือ การที่ร่างกายขาดหรือได้รับ โอเมก้า7 จากอาหารน้อยเกินไปจนไม่พอ สภาวะบกพร่องทางการเผาผลาญ (Metabolic Syndrome) เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นสาเหตุหลักของการนำไปสู่ภาวะเจ็บป่วยต่างๆ มากมาย การบริโภคโอเมก้า7 เพิ่มจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่2 เพิ่ม HDL ลดการอักเสบที่อสจส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โอเมก้า7 มีประสิทธิภาพและความสามารถในการลดความเสี่ยงจากผลกระทบทางด้านลบที่เกิดจากภาวะ metabolic Syndrome รวมทั้งโรคเบาหวาน มะเร็ง และโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตในด้านอื่นๆ

โอเมก้า3 เป็นโมเลกุลที่ต้านการอักเสบ แต่โอเมก้า7 เป็นตัวส่งสัญญาฯให้เกิดการสื่อสารระหว่างไขมันและเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อในร่างกาย โอเมก้า7 ตัวรับสัญญาณนี้มีชื่อว่า Lipokine เป็นโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนที่เชื่อมโยงเนื้อเยื่อร่างกายที่อยู่ห่างไกล เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้พลังงานและการเก็บรักษาพลังงานเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม การบริโภคโอเมก้า7 เพียงเล็กน้อยต่อวัน มีผลอย่างยิ่งต่อการตอบสนองของร่างกายทางด้านการนำพลังงานไปใช้ การเก็บสะสมไขมัน ซึ่งทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับภาวะบกพร่องของการเผาผลาญโอเมก้า7 ยับยั้งการผลิตไขมันใหม่ โดยเฉพาะไขมันเลวที่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อและทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

โอเมก้า7 ปัจจัยต่อสู้กับภาวะบกพร่องของการเผาผลาญ ขณะที่ทางการแพทย์ให้คำจำกัดความว่าภาวะดังกล่าวเป็นต้นเหตุหลักของภาวะโรคหัวใจ หลอดเลือด และเบาหวานชนิดที่2 รวมถึงภาวะต้านอินซูลิน ไตรกลีเซอไรด์สูง HDLต่ำ ความดันโลหิตสูงและการอักเสบเรื้อรัง

ดังนั้น เมื่อได้ทำความรู้จักกับโอเมก้าต่างๆ และประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานโอเมก้าแต่ละชนิด ไม่ว่าจะได้รับจากพืช สัตว์หรือแม้แต่ในภาวะที่ร่างกายสร้างขึ้นเองหากมีแหล่งวัตถุดิบที่พร้อม ประโยชน์หลักต่างๆ ในหลากหลายด้านของการดูแลร่างกายจากการได้รับโอเมก้านั้นน่าอัศจรรย์มาก แต่จะเป็นการดียิ่งหากเราได้รับโอเมก้าที่หลากหลายครบถ้วนจากแหล่งของโอเมก้าธรรมชาติ ซึ่งหาได้ไม่ยากจากซีบัคธอร์น พืชตระกูลเบอรรี่ที่รวมรวบโอเมก้าไว้ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการและยังเหมาะอย่างยิ่งที่ใช้ในการดูแลสุขภาพ หรือจะเป็นจากพืชชนิดอื่นๆ ที่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็ไม่ยากเกินไปที่จะหามารับประทานกัน

ขอบคุณรูปภาพจาก : sanook.com

สัญญาเตือนภัย เสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน

shutterstock_69217171

หากพูดถึงเบาหวานหลายท่านคุ้นหูกับโรคนี้มาก เบาหวาน จัดอยู่ในโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อยู่จำนวนมาก เบาหวานเป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ซึ่งการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั้นก่อให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ และความหิวเพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการรักษา เบาหวานอาจก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ อาทิ แผลที่เท้า ไตวาย โรคหัวใจ ความเสียหายต่อสายตา โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

เบาหวาน เกิดจากตับอ่อน ผลิตอินซูลิน ได้ไม่เพียงพอ หรือเซลล์ในร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้อย่างเหมาะสม น้ำตาลที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยการควบคุมของอินซูลิน ในเมื่ออินซูลินมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้ จึงมีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมาก ไตจึงขับของเสียออกมาทางปัสสาวะ จึงเป็นสาเหตุทำให้ปัสสาวะหวาน เบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ

เบาหวานแบบที่ 1 คือ เกิดจากการที่ร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ แบบนี้อดีตเรียกว่า เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน หรือ เบาหวานวัยแรกรุ่น สาเหตุยังไม่ทราบ

เบาหวานแบบที่ 2
เริ่มขึ้นจากการดื้อต่ออินซูลิน คือ ภาวะที่เซลล์ไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม เมื่อโรคดำเนินไป อาจมีการขาดอินซูลินด้วย แบบนี้อดีตเคยเรียก เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือ เบาหวานที่เกิดในผู้ใหญ่ สาเหตุหลักเกิดจากน้ำหนักกายเกิน และออกกำลังกายไม่เพียงพอ

โรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือ ชาย ผอมหรืออ้วนก็สามารถมีความเสี่ยงได้ อาการที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเรามีความเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ คือ กลุ่มที่มีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือเคยตรวจพบค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง รวมถึงค่าระดับน้ำตาลในปัสสาวะสูง

สัญญาณเตือน เหงือกเป็นแผลอักเสบ ติดเชื้อ

เหงือกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่อาจเป็นแผลได้ง่ายจากการเป็นฐานรองฟันที่ใช้บดเคี้ยวอาหาร ยิ่งเมื่อไรก็ตามที่ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูง แผลในเหงือกก็ยิ่งอักเสบ และติดเชื้อได้ง่าย แถมยังหายยากกว่าปกติอีกด้วย

สัญญาณเตือน ผิวกระดำกระด่าง

โดยเฉพาะในส่วนของหลังคอ คุณอาจพบว่าสีผิวไม่สม่ำเสมอ มีสีดำเป็นปื้น หรือสีผิวกระดำกระด่างไม่สม่ำเสมอกันเหมือนเคย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการผิดปกติในการทำงานของอินซูลิน หรืออยู่ในภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ร่างกายสูญเสียฮอร์โมนที่ร่างกายใช้ควบคุมระดับบกลูโคส จนอาจนำไปสู่โรคเบาหวานได้

สัญญาณเตือน รู้สึกแปลกๆ ที่ฝ่าเท้า

ความรู้สึกแปลกๆ นี้ เป็นไปได้ทั้งความรู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตอ่อนๆ เสียวๆ แปล๊บๆ ไปจนถึงเริ่มสูญเสียสมดุลในการเดิน ยืน หรือไปจนถึงสูญเสียความรู้สึกใดๆ กับสิ่งที่สัมผัสกับเท้าได้ แม้ว่าอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงนานๆ ได้เช่นกัน แต่หากคุณไม่ได้สวมรองเท้าส้นสูง ก็สันนิษฐานว่าร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติแล้วล่ะ

สัญญาณเตือน สูญเสียการมองเห็น และการได้ยิน

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ระบบประสาทต่างๆ จะเริ่มถูกทำลาย รวมไปถึงเรตินาในดวงตา รวมไปถึงของเหลวในลูกตาที่ผิดปกติ ทำให้คุณมองเห็นภาพมัวๆ เบลอๆ ไม่ชัดเจน และยังทำให้ระบบประสาทการได้ยินทำงานผิดปกติอีกด้วย

สัญญาณเตือน ง่วงนอนมากยิ่งขึ้น

ใครที่นอนแล้วนอนอีก นอนยังไงก็ไม่หายง่วง อาจเป็นเพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป จนอาจเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานนั่นเอง นอกจากนี้บางคนยังอาจมีปัญหาในเรื่องของการหลับในตอนกลางคืน จนทำให้มาง่วงมากๆ ในตอนกลางวันได้ ซึ่งหากยิ่งนอนไม่เป็นเวลา ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้อีก

หากเรามีอาการดังกล่าวข้างต้น และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ก็อย่านิ่งนอนใจนะค่ะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสุขภาพอย่างละเอียด และเริ่มดูแลรักษาอย่างทันท่วงที หมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและห่างไกลจากโรคเรื้อรังค่ะ

ขอขอบคุณ ข้อมูล : Cooking Light , th.wikipedia.org, sanook.com

ไวรัส HPV สาเหตุใหญ่ของโรคมะเร็งปากมดลูก

shutterstock_59341420

หากพูดถึง ไวรัส HPV หลายๆท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง ซึ่งเป็นไวรัสตัวร้ายที่เป็นสาเหตุใหญ่ของโรคมะเร็งปากมดลูก และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกมากมาย

ก่อนอื่นเราคงจะต้องมาทำความรู้จักกับ ไวรัส HPV หรือ Human Papilloma Virus กันก่อน โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลวิภาวดี ได้ระบุว่า เชื้อ HPV หรือ Human Papilloma Virus เป็นไวรัสตัวหนึ่งที่มีสายพันธุ์มากกว่า 100 ชนิด แต่ละสายพันธุ์จะก่อให้เกิดโรคได้ต่างชนิดกัน โดยสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนักที่รู้จักกันดีคือ สายพันธุ์ เบอร์ 6, 11, 16 และ 18 18 ซึ่งการติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนักจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณมดลูกและสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งที่ปากมดลูกในที่สุด โดยเบอร์ 6 และ 11 เป็นสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรงก่อให้เกิดมะเร็งได้ต่ำ (Low-risk) ขณะที่สายพันธุ์เบอร์ 16 และ 18 นั้นเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้สูง (High-risk)

ซึ่งโดยส่วนมากการติดเชื้อ HPV มักจะไม่แสดงอาการและสามารถหายได้เองภายในระยะเวลา 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานในร่างกายของแต่ละคน ทว่าบางเคสอาจมีการติดเชื้อ HPV นานหลายปี และอาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด


HPV มีอาการเป็นอย่างไร มีข้อสังเกตจากตรงไหนได้บ้าง ?

1.มีตุ่มลักษณะเหมือน มีหูดขึ้น เช่น ตุ่มนูน ตุ่มเรียบแบน ตุ่มสีชมู หรือตุ่มมีสีเนื้อ บ้านรายมีหูดขึ้นหลายๆตุ่ม มีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง บ้างคนขึ้นมาก บ้างคนขึ้นน้อยแตกต่างกันไป ไม่มีอาการเจ็บ สัญญาณเหล่านี้สามารถบงบอกได้ถึงว่าเรากำลังติดเชื้อ HPV ได้
หูดนี้สามารถขึ้นได้ทั้งบริเวณช่องคลอด ปากมดลูก อัณฑะ ทวารหนัก ขาหนีบ หรือขาอ่อน และสามารถขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ HPV ประมาณ 1-4 สัปดาห์ เป็นต้นไป
2. คัน แสบร้อน หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ติดเชื้อ HPV ได้
3.มีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์
4. ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
5. มีตกขาวในปริมาณมากกว่าปกติ
6. ประจำเดือนมาผิดปกติ
7. มีสารคัดหลั่งออกทางช่องคลอด หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งอาการนี้อาจพบได้น้อยมาก
8. ท่อทางเดินปัสสาวะอุดตัน อาจมีอาการปัสสาวะขัด (พบได้น้อยมาก)

แนวทางการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HPV

*สวมถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์

*ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย

*ทำความสะอาดอวัยวะให้สะอาดอย่างถูกวิธี

*รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

*ออกกำลังกายบ้าง เสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง

*ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้

ทั้งนี้ แพทย์ได้แนะนำว่า ถึงแม้ว่าจะมีการป้องกันการติดเชื้อ HPV หรือแม้จะได้รับวัคซีน HPV แล้วก็ตาม สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ซึ่งมีเพศสัมพันธ์แล้ว ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว หรือผู้หญิงมีอายุ 30 ปีขึ้นไปไม่ว่าจะเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ก็ตาม ควรจะเข้ารับการตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยตามแพทย์แนะนำ แม้จะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

kapook.com
CHULA CANCER
Centers for Disease Control and Prevention
WebMD

สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย

ลำไส้ กับ เส้นใย และการควบคุมน้ำหนัก ให้เห็นผลชัดเจน

shutterstock_242618761

เรารับประทานอาหารทุกๆวัน วันละ 3 เวลา หรือบ้างท่านมีมากกว่า 3 และโดยส่วนใหญ่จะมีการขับถ่ายอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่ก็มีบ้างท่านที่มีปัญหาว่าไม่ถ่ายทุกวัน และการเผาผลาญในร่างกายก็ลดลง จนเป็นที่มาของ ความอ้วน ลงพุง มีไขมันสะสมอยู่ในสัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย

กระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และลำไส้จะทำหน้าที่ดูดซึมอาหาร จากนั้นส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนเป็นแก๊ส และถูกกำจัดออกจากร่างกายเป็นของเสียในรูปแบบของอุจจาระ ดังนั้นหากลำไส้ของเรามีสิ่งหมักหมมเกาะค้างอยู่ในผนังลำไส้มากๆ การย่อย การดูดซึม ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ สารอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานก็จะไม่สามารถส่งไปยังร่างกายได้ทั่วถึง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ระบบการเผาผลาญของเราแย่ลง ซึ่งจะนำพาเราไปสู่ความอ้วน มีไขมันส่วนเกิน ลงพุง และถ้าหากเรากำลังลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนัก ก็จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในลำไส้ใหญ่ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่าย จะมีแบคทีเรียอยู่อย่างมากมาย ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียดี และไม่ดี หากในลำไส้ใหญ่มีแบคทีเรียไม่ดีกระจายอยู่ในลำไส้มากเกินไปจะส่งผลทำให้เกิดการบูดเน่าภายในลำไส้ได้ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อุจจาระและการผายลมมีกลิ่นเหม็นรุนแรง และเป็นที่มาของอาการท้องผูก และท้องเสียได้ หากเรามีอาการดังกล่าวนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ทราบแล้วว่า “ตอนนี้ลำไส้ของเราเริ่มทำงานไม่เป็นปกติแล้ว” และถ้าหากเราผายลมและมีกลิ่นเหม็นนั้นก็เป็นเพาะเรารับประทานอาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์มากเกินไปนั้นเอง เนื้อสัตว์นั้นถือว่าเป็นอาหารชั้นเยี่ยมให้กับแบคทีเรียตัวร้ายเลยทีเดียว


เครดิตภาพ : thaihealth

ลักษณะของอุจจาระสามารถบอกได้ว่า เรามีสุขภาพดีนั้นควรจะมีลักษณะสีเหลือง ความแข็งคล้ายผลกล้วย ดังนั้นหากเราสามารถที่จะดูแล ลำไส้ และการขับถ่ายให้ปกติ ร่างกายก็จะแข็งแรง และสามารถควบคุมน้ำหนัก ได้อย่างเห็นผลชัดเจน

ลำไส้ จะสะอาดได้อย่างไร

หากเรารับประทาน เส้นใยธรรมชาติ ที่ได้จากผักผลไม้และธัญพืชให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะสามารถช่วยล้างสารพิษ (Detox-ดีท๊อกซ์) ส่งเสริมให้ร่างกายสามารถขับสารพิษสะสม ในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดสิ่งตกค้างที่หมักหมมเกาะติดอยู่ในลำไส้ถูกกวาดต้อน
ออกมาในรูปแบบการขับถ่าย ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศภายในทางเดินอาหารและลำไส้ ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ชนิดดี ที่อยู่ในผนังลำไส้ใหญ่ที่คอยทำหน้าที่คุ้มครอง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดโรค ช่วยเสริมการทำงานของกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และการบีบตัวของลำไส้ ให้ทำหน้าที่กำจัดของเสียตามธรรมชาติ
detox-ลำไส้แก้ไข
เส้นใยธรรมชาติ ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ใช้พื้นที่มากในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้รู้สึกอิ่ม จึงช่วยลดความอยากอาหารได้ ทำให้สามารถควบคุมพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ เป็นผลให้สามารถควบคุมอาหาร ลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย ให้เห็นผลชัดเจน

มะเร็งปากมดลูก ภัยร้ายของคุณผู้หญิง

18012017 2

คุณผู้หญิงหลายท่านกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก ก็เข้าขั้นลุกลามไปแล้ว ทำให้รักษาไม่ทัน และด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกกันเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เราสามารถป้องกันดูแลรักษาให้หายได้ ถ้าหากรู้เร็วและรักษาได้ทัน เรามาดูกันก่อนว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรได้บ้าง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

* การติดเชื้อ HPV หรือการเป็นหูดที่อวัยวะเพศ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดมะเร็งปากมดลูก

* การสูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นสองเท่า

* ระบบภูมิคุ้มกันของคุณสุภาพสตรี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดีจะทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อ HPV ได้ง่ายจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น

* การติดเชื้อ Chlamydia พบว่าผู้ที่ติดเชื้อ Chlamydia ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น

* อาหาร ผู้หญิงที่รับประทานผักและผลไม้น้อยจะมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่าคนที่รับประทานผักและผลไม้

* ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดมาเป็นระยะเวลานาน

* การมีบุตรหลายคนเชื่อว่าจะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนทำให้ติดเชื้อ HPV ง่าย และขาดการป้องกันการติดเชื้อ

* ผู้ที่ได้ยา Diethylstilbestrol (DES) เพื่อป้องกันแท้ง

* การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย

* การมีคู่นอนหลายคน หรือฝ่ายชายที่เราร่วมหลับนอนมีคู่นอนหลายคน

* พันธุกรรม

สัญญาณเตือนภัยในการเป็นมะเร็งปากมดลูก

* ในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการเลยหรืออาจมีเลือดออกจาก ช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์

* ประจำเดือนมาผิดปกติ

* ตกขาวมีกลิ่น ปริมาณมาก สีผิดปกติ หรืออาจปนเลือด

*รู้สึกเจ็บและมีเลือดออกในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์

การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากมะเร็งปากมดลูก

ถึงแม้ว่ามะเร็งปากมดลูกจะฟังดูน่ากลัว แต่ก็ยังสามารถป้องกันได้และยังสามารถลดความเสี่ยงได้ วิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูก **ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก โดยจะสามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ 70 % **งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อับที่มีคนสูบบุหรี่ประจำ **กินผักผลไม้ให้มาก **ไม่ใส่ชุดชั้นในซ้ำๆติดๆกันเป็นเวลานาน **รักษาความสะอาดช่องคลอดอย่างสม่ำเสมอ **ทำการตรวจคัดกรองเพื่อหาเซลล์มะเร็งปากมดลูก เป็นประจำทุกๆ ปี

หากคุณอยู่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือ เริ่มมีสัญญาณเตือนภัยตามข้อมูลดังกล่าว โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจหามะเร็ง อย่ารอให้ทุกอย่างสายเกินไป

Cr : wikipedia.org