ไวรัส HPV สาเหตุใหญ่ของโรคมะเร็งปากมดลูก

หากพูดถึง ไวรัส HPV หลายๆท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง ซึ่งเป็นไวรัสตัวร้ายที่เป็นสาเหตุใหญ่ของโรคมะเร็งปากมดลูก และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกมากมาย

ก่อนอื่นเราคงจะต้องมาทำความรู้จักกับ ไวรัส HPV หรือ Human Papilloma Virus กันก่อน โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลวิภาวดี ได้ระบุว่า เชื้อ HPV หรือ Human Papilloma Virus เป็นไวรัสตัวหนึ่งที่มีสายพันธุ์มากกว่า 100 ชนิด แต่ละสายพันธุ์จะก่อให้เกิดโรคได้ต่างชนิดกัน โดยสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนักที่รู้จักกันดีคือ สายพันธุ์ เบอร์ 6, 11, 16 และ 18 18 ซึ่งการติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนักจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณมดลูกและสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งที่ปากมดลูกในที่สุด โดยเบอร์ 6 และ 11 เป็นสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรงก่อให้เกิดมะเร็งได้ต่ำ (Low-risk) ขณะที่สายพันธุ์เบอร์ 16 และ 18 นั้นเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้สูง (High-risk)

ซึ่งโดยส่วนมากการติดเชื้อ HPV มักจะไม่แสดงอาการและสามารถหายได้เองภายในระยะเวลา 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานในร่างกายของแต่ละคน ทว่าบางเคสอาจมีการติดเชื้อ HPV นานหลายปี และอาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด


HPV มีอาการเป็นอย่างไร มีข้อสังเกตจากตรงไหนได้บ้าง ?

1.มีตุ่มลักษณะเหมือน มีหูดขึ้น เช่น ตุ่มนูน ตุ่มเรียบแบน ตุ่มสีชมู หรือตุ่มมีสีเนื้อ บ้านรายมีหูดขึ้นหลายๆตุ่ม มีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง บ้างคนขึ้นมาก บ้างคนขึ้นน้อยแตกต่างกันไป ไม่มีอาการเจ็บ สัญญาณเหล่านี้สามารถบงบอกได้ถึงว่าเรากำลังติดเชื้อ HPV ได้
หูดนี้สามารถขึ้นได้ทั้งบริเวณช่องคลอด ปากมดลูก อัณฑะ ทวารหนัก ขาหนีบ หรือขาอ่อน และสามารถขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ HPV ประมาณ 1-4 สัปดาห์ เป็นต้นไป
2. คัน แสบร้อน หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ติดเชื้อ HPV ได้
3.มีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์
4. ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
5. มีตกขาวในปริมาณมากกว่าปกติ
6. ประจำเดือนมาผิดปกติ
7. มีสารคัดหลั่งออกทางช่องคลอด หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งอาการนี้อาจพบได้น้อยมาก
8. ท่อทางเดินปัสสาวะอุดตัน อาจมีอาการปัสสาวะขัด (พบได้น้อยมาก)

แนวทางการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HPV

*สวมถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์

*ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย

*ทำความสะอาดอวัยวะให้สะอาดอย่างถูกวิธี

*รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

*ออกกำลังกายบ้าง เสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง

*ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้

ทั้งนี้ แพทย์ได้แนะนำว่า ถึงแม้ว่าจะมีการป้องกันการติดเชื้อ HPV หรือแม้จะได้รับวัคซีน HPV แล้วก็ตาม สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ซึ่งมีเพศสัมพันธ์แล้ว ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว หรือผู้หญิงมีอายุ 30 ปีขึ้นไปไม่ว่าจะเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ก็ตาม ควรจะเข้ารับการตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยตามแพทย์แนะนำ แม้จะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

kapook.com
CHULA CANCER
Centers for Disease Control and Prevention
WebMD

สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย

ลำไส้ กับ เส้นใย และการควบคุมน้ำหนัก ให้เห็นผลชัดเจน

เรารับประทานอาหารทุกๆวัน วันละ 3 เวลา หรือบ้างท่านมีมากกว่า 3 และโดยส่วนใหญ่จะมีการขับถ่ายอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่ก็มีบ้างท่านที่มีปัญหาว่าไม่ถ่ายทุกวัน และการเผาผลาญในร่างกายก็ลดลง จนเป็นที่มาของ ความอ้วน ลงพุง มีไขมันสะสมอยู่ในสัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย

กระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และลำไส้จะทำหน้าที่ดูดซึมอาหาร จากนั้นส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนเป็นแก๊ส และถูกกำจัดออกจากร่างกายเป็นของเสียในรูปแบบของอุจจาระ ดังนั้นหากลำไส้ของเรามีสิ่งหมักหมมเกาะค้างอยู่ในผนังลำไส้มากๆ การย่อย การดูดซึม ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ สารอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานก็จะไม่สามารถส่งไปยังร่างกายได้ทั่วถึง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ระบบการเผาผลาญของเราแย่ลง ซึ่งจะนำพาเราไปสู่ความอ้วน มีไขมันส่วนเกิน ลงพุง และถ้าหากเรากำลังลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนัก ก็จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในลำไส้ใหญ่ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่าย จะมีแบคทีเรียอยู่อย่างมากมาย ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียดี และไม่ดี หากในลำไส้ใหญ่มีแบคทีเรียไม่ดีกระจายอยู่ในลำไส้มากเกินไปจะส่งผลทำให้เกิดการบูดเน่าภายในลำไส้ได้ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อุจจาระและการผายลมมีกลิ่นเหม็นรุนแรง และเป็นที่มาของอาการท้องผูก และท้องเสียได้ หากเรามีอาการดังกล่าวนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ทราบแล้วว่า “ตอนนี้ลำไส้ของเราเริ่มทำงานไม่เป็นปกติแล้ว” และถ้าหากเราผายลมและมีกลิ่นเหม็นนั้นก็เป็นเพาะเรารับประทานอาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์มากเกินไปนั้นเอง เนื้อสัตว์นั้นถือว่าเป็นอาหารชั้นเยี่ยมให้กับแบคทีเรียตัวร้ายเลยทีเดียว


เครดิตภาพ : thaihealth

ลักษณะของอุจจาระสามารถบอกได้ว่า เรามีสุขภาพดีนั้นควรจะมีลักษณะสีเหลือง ความแข็งคล้ายผลกล้วย ดังนั้นหากเราสามารถที่จะดูแล ลำไส้ และการขับถ่ายให้ปกติ ร่างกายก็จะแข็งแรง และสามารถควบคุมน้ำหนัก ได้อย่างเห็นผลชัดเจน

ลำไส้ จะสะอาดได้อย่างไร

หากเรารับประทาน เส้นใยธรรมชาติ ที่ได้จากผักผลไม้และธัญพืชให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะสามารถช่วยล้างสารพิษ (Detox-ดีท๊อกซ์) ส่งเสริมให้ร่างกายสามารถขับสารพิษสะสม ในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดสิ่งตกค้างที่หมักหมมเกาะติดอยู่ในลำไส้ถูกกวาดต้อน
ออกมาในรูปแบบการขับถ่าย ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศภายในทางเดินอาหารและลำไส้ ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ชนิดดี ที่อยู่ในผนังลำไส้ใหญ่ที่คอยทำหน้าที่คุ้มครอง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดโรค ช่วยเสริมการทำงานของกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และการบีบตัวของลำไส้ ให้ทำหน้าที่กำจัดของเสียตามธรรมชาติ
detox-ลำไส้แก้ไข
เส้นใยธรรมชาติ ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ใช้พื้นที่มากในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้รู้สึกอิ่ม จึงช่วยลดความอยากอาหารได้ ทำให้สามารถควบคุมพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ เป็นผลให้สามารถควบคุมอาหาร ลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย ให้เห็นผลชัดเจน

มะเร็งปากมดลูก ภัยร้ายของคุณผู้หญิง

คุณผู้หญิงหลายท่านกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก ก็เข้าขั้นลุกลามไปแล้ว ทำให้รักษาไม่ทัน และด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกกันเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เราสามารถป้องกันดูแลรักษาให้หายได้ ถ้าหากรู้เร็วและรักษาได้ทัน เรามาดูกันก่อนว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรได้บ้าง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

* การติดเชื้อ HPV หรือการเป็นหูดที่อวัยวะเพศ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดมะเร็งปากมดลูก

* การสูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นสองเท่า

* ระบบภูมิคุ้มกันของคุณสุภาพสตรี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดีจะทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อ HPV ได้ง่ายจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น

* การติดเชื้อ Chlamydia พบว่าผู้ที่ติดเชื้อ Chlamydia ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น

* อาหาร ผู้หญิงที่รับประทานผักและผลไม้น้อยจะมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่าคนที่รับประทานผักและผลไม้

* ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดมาเป็นระยะเวลานาน

* การมีบุตรหลายคนเชื่อว่าจะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนทำให้ติดเชื้อ HPV ง่าย และขาดการป้องกันการติดเชื้อ

* ผู้ที่ได้ยา Diethylstilbestrol (DES) เพื่อป้องกันแท้ง

* การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย

* การมีคู่นอนหลายคน หรือฝ่ายชายที่เราร่วมหลับนอนมีคู่นอนหลายคน

* พันธุกรรม

สัญญาณเตือนภัยในการเป็นมะเร็งปากมดลูก

* ในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการเลยหรืออาจมีเลือดออกจาก ช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์

* ประจำเดือนมาผิดปกติ

* ตกขาวมีกลิ่น ปริมาณมาก สีผิดปกติ หรืออาจปนเลือด

*รู้สึกเจ็บและมีเลือดออกในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์

การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากมะเร็งปากมดลูก

ถึงแม้ว่ามะเร็งปากมดลูกจะฟังดูน่ากลัว แต่ก็ยังสามารถป้องกันได้และยังสามารถลดความเสี่ยงได้ วิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูก **ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก โดยจะสามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ 70 % **งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อับที่มีคนสูบบุหรี่ประจำ **กินผักผลไม้ให้มาก **ไม่ใส่ชุดชั้นในซ้ำๆติดๆกันเป็นเวลานาน **รักษาความสะอาดช่องคลอดอย่างสม่ำเสมอ **ทำการตรวจคัดกรองเพื่อหาเซลล์มะเร็งปากมดลูก เป็นประจำทุกๆ ปี

หากคุณอยู่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือ เริ่มมีสัญญาณเตือนภัยตามข้อมูลดังกล่าว โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจหามะเร็ง อย่ารอให้ทุกอย่างสายเกินไป

Cr : wikipedia.org

“ตกขาว” เรื่องที่สาวๆ กังวล

“ตกขาว” เป็นเรื่องที่สาว ๆ หลายคนกังวล แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะตกขาวเกิดจากการที่ต่อมภายในช่องคลอดและปากมดลูกผลิตของเหลวซึ่งนำพาเซลล์ที่ตายแล้วและแบคทีเรียออกมา ทั้งนี้เพื่อทำความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ โดยปกตินั้น ตกขาวจะมีสีใสไปจนถึงสีขาวขุ่นแบบน้ำนม ไม่มีกลิ่น ไม่คัน

แต่ถ้าสีและกลิ่นเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ร่วมกับอาการคันหรือเจ็บแสบบริเวณช่องคลอด นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเกิดการติดเชื้อเข้าแล้วนะค่ะสาวๆ สี และกลิ่น ของตกขาว บอกอะไรกับสาวๆ ได้บ้างมาดูกัน !!!

**ปนเลือดหรือมีสีน้ำตาล** — ประจำเดือนมาผิดปกติไม่ตรงรอบ หรือที่พบได้ไม่บ่อยคือเกิดจากมะเร็งโพรงมดลูกหรือมะเร็งปากมดลูก อาจมีอาการปวดท้องน้อยหรือมีเลือดออกผิดปกติร่วมด้วย **ขุ่นมีสีเหลือง** — อาจมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น Gonorrhea เลือดออกระหว่างรอบเดือน หรือมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

**สีเหลือง เขียว มีฟองปน** — อาจเกิดจากการติดเชื้อปรสิต Trichomoniasis มักมีอาการปวดและคันเวลาปัสสาวะร่วมด้วย

**สีชมพู** –พบได้ในหญิงหลังคลอด เนื่องจากการลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก

**สีขาว หนาเป็นก้อน** –เกิดจากการติดเชื้อราจนมีอาการบวม แดง คันบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

**สีขาว เทา หรือเหลือง กลิ่นคาวเหมือนปลา** — เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะมีอาการคัน แสบ แดง และบวมบริเวณอวัยวะเพศ

เพื่อสุขภาพของจุดซ่อนเร้น หมั่นตรวจดูสิ่งแปลกปลอม และใส่ใจทำความสะอาดให้ถูกวิธี เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบธรรมชาติดูแลสมดุลpH และฟื้นฟูแบคทีเรียประจำถิ่น ให้จุดซ่อนเร้นมีสุขภาพดีกันนะค่ะ

Cr : Lemonade

ออกซิเจนเข้มข้น ช่วยต่อต้านยับยั้งเซลล์มะเร็งได้

ปัจจุบันนี้ “โรคมะเร็ง” ถือว่าเป็นโรคที่คร่าชีวิตมากอีกโรคหนึ่งเลยทีเดียว และการรักษาก็มีความก้าวหน้าไปมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้การรักษาโรคมะเร็งนั้น ก็ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยอยู่ หากร่างกายของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งแข็งแรงไม่เพียงพอก็จะทำให้ไม่สามารถทนต่อการรักษาได้ และล่าสุดนี้เว็บไซต์ Medical Daily ได้นำผลการวิจัยของ ทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา มาบอกเล่าถึงผลการค้นพบวิธีการรักษาที่อาจจะช่วยให้การรักษาโรคมะเร็งเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น คือ การรักษาโรคมะเร็ง ด้วยการใช้ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูงเข้าสู่ร่างกายด้วยการหายใจ

การศึกษาล่าสุดของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northeastern University ซึ่งมี Michail Sitkovsky นักวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันพบว่า การใช้ออกซิเจนเข้าช่วยในการรักษามะเร็ง จะช่วยปลุกเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการต่อสู้กับโรคโรคมะเร็งขึ้นมาให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยการศึกษากับหนูทดลองพบว่าการหายใจเอาอากาศที่มีความเข้มข้นของออกซิเจนอยู่ที่ปริมาณ 40 – 60 % จะช่วยให้ระบบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นแถมยังทำให้ร่างกายหลั่งทีเซลล์ (T-lymphocytes) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยในการต่อสู้กับก้อนเนื้อร้ายจากโรคมะเร็งได้มากกว่าการสูดหายใจเอาอากาศทั่วไปที่มีความเข้มข้นของออกซิเจนเพียง 21 % และที่สำคัญออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูงก็ไม่มีส่งผลกระทบใด ๆ ต่อร่างกายอีกด้วย

ทั้งนี้ Sitkovsky นักวิจัยที่ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบของการใช้ออกซิเจนรักษาโรคมะเร็งมานานหลายทศวรรษ ยังได้ค้นพบว่าพื้นผิวของเซลล์ภูมิคุ้มกันมีสารที่ชื่อว่า A2A adenosine receptor ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้จะส่งผลให้มะเร็งเจริญเติบโตขึ้น และถ้าหากทีเซลล์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ก็จะทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มตายลง แต่การหายใจเอาออกซิเจนเข้มข้นเข้าไปจะกระตุ้นให้ทีเซลล์ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ A2A adenosine receptor อ่อนแอลงจนทำให้ร่างกายสามารถรักษาตนเองจากโรคมะเร็งได้มากขึ้น

ถือเป็นความก้าวหน้าของวงการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งที่น่าสนใจมากๆ แต่ทั้งนี้อย่างไรแล้วก็ตามเราควรมั่นใส่ใจดูแลสุขภาพดื่มน้ำบริสุทธิ์ ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและห่างไกลจาก “โรคมะเร็ง” กันนะค่ะ

ทำไม เราจึงจำเป็นต้องรับประทาน “ไฟเบอร์ หรือ เส้นใยจากธรรมชาติ”

จากสภาพแวดล้อม ทำให้พฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไป และอาหารมีผลกระทบต่อสมดุลกรด-ด่าง ในร่างกายของเราโดยตรง ปัจจุบันมักพบผู้ที่มีปัญหาโรคเรื้อรังหลายโรคอยู่บ่อยๆ และเมื่อเรามีอายุมากขึ้นเลือดก็ยิ่งมีกรดเพิ่มมากขึ้น สภาวะกรดของร่างกายส่งผลเสียอย่างไร? ผลที่เกิดกับร่างกายนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า สภาวะกรดในระดับต่ำอย่างเรื้อรัง (Chronic Low-Grade Metabolic Acidosis) ซึ่งเป็นสภาวะที่ร่างกายเป็นกรดในระดับอ่อนๆ ในระยะเริ่มแรกเราอาจไม่เห็นอาการผิดปกติใดๆ แต่ถ้าทิ้งให้ร่างกายอยู่ในสภาพนี้นานๆ อาจทำให้เป็นโรคเรื้อรัง หรือมีอาการต่างๆ ได้ อาทิเช่น โรคมะเร็งลำไส้ โรคหัวใจ ความดันสูง ไขมันอุดตัน โรคอ้วน ระบบต้านอนุมูลอิสระมีประสิทธิภาพลดลง เป็นโรคติดเชื้อจากเชื้อราได้ง่าย ปวดเมื่อยข้อและกล้ามเนื้อ มีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง ผิวพรรณแห้งหยาบ ไม่ชุ่มชื่น สิวเห่อ กลาก เกลื้อน ป่วยง่าย เกิดอาการภูมิแพ้บ่อย ฯลฯ ปัญหาสุขภาพต่างๆนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

“อาหาร” ที่เป็นต้นเหตุของโรคเหล่านี้เชื่อหรือไม่ ก็คืออาหารในโลกปัจจุบันนั่นเอง เนื่องจากการปฏิวัติเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ทำให้ธัญพืชและน้ำตาลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในอาหารของมนุษย์มากขึ้น ซึ่งทำให้อาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวันนี้ เต็มไปด้วยธัญพืชแปรรูปขัดสี น้ำตาล เนื้อสัตว์ และอาหารแปรรูปต่างๆ แทนที่ผัก-ผลไม้ จึงทำให้การทานผัก-ผลไม้น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงพยายามหาแนวทางที่จะคืนความ สดชื่นและการมีสุขภาพที่ดีให้แก่ร่างกายให้เร็วที่สุด อันเป็นที่มาของกระแส “การล้างพิษ” จากกระบวนการทำงานของตับ ไตและลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ที่มีหน้าที่กำจัดของเสีย จากอาหารที่เรากินเข้าไปด้วยการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน และสิ่งสำคัญที่จะเสริมให้การล้างพิษตามธรรมชาติของลำไส้ใหญ่ให้มีประสิทธิภาพคือ “เส้นใยอาหาร” นั้นเอง

แนวความคิดหลักของ “ของเสียที่มีสภาพเป็นกรด เป็นสาเหตุพื้นฐานของโรคเรื้อรัง” ทั้งหมดดังนั้น

1. หากเราสามารถป้องกันการดูดซึมของเสียที่มีสภาพเป็นกรดเข้าสู่ร่างกาย โดยกระบวนการกำจัดของเสีย จึงเป็นการป้องกัน การเกิดโรคเรื้อรังที่สาเหตุ

2. หากเรามีระบบการขับของเสียที่มีสภาพเป็นกรดออกจากร่างกาย จึงเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง

การมีสุขภาพที่ดี กับ การเป็นโรคเรื้อรัง

การมีสุขภาพที่ดี = ภาวะที่เซลล์ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

การเป็นโรคเรื้องรัง = ความไม่สมบูรณ์ ในการทำหน้าที่ของเซลล์ (การเสื่อมของระบบเซลล์)

ความสมดุลกรด- ด่าง ในร่างกาย และสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ร่างกายมีความเป็นกรดสูง

โดยทั่วไปร่างกายคนเรามีสภาพเป็นกรด และ ด่าง แต่จะค่อนข้างไปทางด่างมากกว่า คือจะมีค่า pH ประมาณ 7.4 ซึ่งกระบวนการทำงานในร่างกายจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การย่อย ดูดซึม ที่สำคัญที่สุดคือการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ร่างกายมีความเป็นกรดสูง ได้แก่ ความเครียด สารพิษ เชื้อโรค และอาหารที่เรารับประทาน โดยอาหารที่ทำให้ร่างกายเกิดสภาวะเป็นกรด และควรลดการบริโภคให้ลดลง ได้แก่ อาหารประเภทแป้งและคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ขัดสีจนขาวแล้ว อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลทรายขาว และผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล ขนมหวาน ไอศครีม ผลไม้กระป๋อง น้ำอัดลม ของหมักดอง น้ำส้มสายชู น้ำชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์ทุกชนิด

ระบบการขับพิษตามธรรมชาติในร่างกายของเรา

ตับ มีหน้าที่ ดีท็อกซ์ หรือขับพิษที่เกิดจาก แบคทีเรีย ยา และฮอร์โมน ให้อยู่ในสภาพที่ไม่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ตับ ยังช่วยสลายโมเลกุลของโปรตีน ไปเป็นแอมโมเนีย จากนั้นเป็นยูเรีย แล้วขับออกมาในรูปของ ปัสสาวะ

ปอด มีหน้าที่ ขับของเสียออกมาในรูปของก๊าซ

ไต มีหน้าที่ควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกาย ส่วนผสมของเกลือแร่ สารอาหาร ความเป็นกรด และขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึม และสารเคมีแปลกปลอม ออกมาในรูปของของเหลว

ผิวหนัง มีหน้าที่ ผลัดเซลล์ที่ตายแล้ว และขับเหงื่อ

ระบบการย่อยอาหาร หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของ ระบบย่อยอาหารคือ การดูดซึมสารอาหาร การดูดซึมสารอาหารช่วยให้มีสุขภาพดี แต่การดูดซึมของเสียที่มีสภาพเป็นกรด ทำให้เกิดโรค ถ้าของเสียที่มีสภาพเป็นกรดถูกดูดซึมเพียงเล็กน้อย ย่อมหมายความว่าเหลือพื้นที่ว่างมากขึ้นสำหรับการดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์

การรับประทาน “ไฟเบอร์ หรือ เส้นใยจากธรรมชาติ” ช่วยอะไรเราได้


เส้นใย (Fiber)
พีระมิดอาหารที่สมดุลต้องมีส่วนประกอบของอาหารที่หลากหลาย รวมถึงเส้นใยอาหาร ในทางโภชนาการหน้าที่ของเส้นใยอาหาร คือ เพิ่มการขจัด และขับถ่ายของเสียที่เป็นกรด แหล่งของเส้นใยอาหาร เช่น ผลไม้ ผัก เมล็ดธัญพืช และผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง

เส้นใย (Fiber) หมายถึง องค์ประกอบที่เป็นผนังของเซลล์พืช ที่ไม่สามารถย่อยได้ด้วยเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหาร ดังนั้นจึงไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้

**ปัจจุบันนี้ในความเป็นจริง หลายคนอาจกินไม่ได้ตามที่ร่างกายต้องการทุกวัน ทำให้เกิดปัญหาท้องผูก เกิดของเสียหมักหมมในลำไส้ใหญ่ ร่างกายมีสภาวะเป็นกรดสูง และถ้าเป็นเรื้อรัง ก็เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ทั้งนี้เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว หลายคนพึ่งวิธีการ “กินยาระบาย” และ “การสวนล้างลำไส้ใหญ่” ซึ่งอาจจะเป็นการทำลายจุลินทรีย์ชนิดดีที่อยู่ในผนังลำไส้ใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองและช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดโรค ดังนั้นหากสวนล้างลำไส้ใหญ่บ่อยเกินไปเท่ากับว่า เรากำจัดจุลินทรีย์ชนิดดีนั้นออกไปด้วย ผลก็คือ จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น และทำให้สูญเสียสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย สรุปว่าอาจเป็นทางเลือกที่เร็วและเห็นผลทันที แต่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว

หากเราเลือกรับประทาน “ไฟเบอร์ หรือ เส้นใยจากธรรมชาติ” ในการล้างพิษ เราจะได้รับ

“ไฟเบอร์ ชนิดละลายน้ำได้” เมื่อเรารับประทานเข้าไปจะเปลี่ยนสภาพมีลักษณะคล้ายเจล ซึ่งสามารถช่วยลดระดับไขมันและคลอเรสเตอรอลในเส้นเลือด ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด ช่วยให้อิ่มเร็วอิ่มนาน และเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำ จะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่อย่างช้าๆ ทำให้เกิดกรดไขมันชนิดสายสั้น (Short-chain fatty acid)ได้แก่ อะซิเตท โพรพิโอเนท และบิวทีเรท ซึ่งสารบิวทีเรท จะทำให้ค่า pH ในลำไส้ลดลงต่ำ มีผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคและลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

“ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำไม่ได้” ช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหาร ดีต่อการย่อย อีกทั้งทำให้อุจาระนิ่ม จึงช่วยให้การขับถ่ายได้ดี ช่วยล้างพิษในระบบทางเดินอาหารส่งผลให้ของเสียถูกขับออกจากร่างกายได้ดีขึ้น ป้องกันการเกิดปัญหาท้องผูกและลดความผิดปกติในลำไส้

“ไฟเบอร์ หรือ เส้นใยจากธรรมชาติ”
ทำหน้าที่ปกป้องและกำจัดโรคเรื้อรัง โดยป้องกันการดูดซึมของเหลวที่มีสภาพเป็นกรดเข้าสู่ร่างกาย และลดปริมาณของเสียที่เป็นกรดในร่างกาย โดยผ่านกระบวนการขับถ่าย ลดต้นตอที่ทำให้เกิดของเสียที่เป็นกรด ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง ทำให้สุขภาพดีขึ้น เส้นใยไฟเบอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพที่ดีของเรา

เพียงเรารับประทาน “ไฟเบอร์ หรือ เส้นใยจากธรรมชาติ” เป็นประจำก็มีสุขภาพที่ดีได้ไม่ยาก


ปรึกษาปัญหาสุขภาพ และ ดีท๊อกซ์ การดูแลรูปร่าง อย่างเห็นผลได้ที่ 080 8070633 Line ID : atmcenter3

มารู้จัก ซีบัคธอร์น กันเถอะ….แล้วคุณจะหลงรัก

ซีบัคธอร์น (Seabuckthorn) “เบอร์รี่มหัศจรรย์ และมีมนต์ขลังแห่งที่ราบสูงอินเนอร์มองโกเลีย”
ซีบัคธอร์น พืชโบราณที่มีมนต์ขลัง หนึ่งในพืชที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุยาวนานถึง 65 ล้านปี ซีบัคธอร์น จัดเป็นราชาผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าของสารอาหารอยู่อย่างมากมาย ในสมัยกรีกโบราณ ได้กล่าวถึงการนำซีบัคธอร์นมาใช้เพื่อบำรุงรักษาม้าศึก ด้วยการนำผล รวมถึงใบ ของซีบัคธอร์น มาใช้ในหลายๆวิธี เพื่อดูแลม้า ให้มีสุขภาพแข็งแรงมีกำลังวังชา ขนดกมันวาว ด้วยเหตุนี้ ชาวกรีกโบราณจึงเรียกซีบัคธอร์นว่า “ฮิปโปฟาเอ” Hippophae หมายถึง ม้าที่มีขนสวยเป็นเงางาม
“ ประเทศจีนได้มีการค้นพบเรื่องคุณประโยชน์ของซีบัคธอร์น โดยมีการบันทึกลงในตำราโบราณมานานกว่า 2,000 ปี จนถึงปี ค.ศ.1997 “ ซีบัคธอร์น” ได้ถูกบันทึกเป็นทางการ ลงในหนังสือแพทย์จีน ถึงสรรพคุณทางยา สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรค , ดูแลฟื้นฟูสุขภาพ เนื่องจากคุณสมบัติของสารอาหารที่มีอยู่ครบถ้วนจนซีบัคธอร์นได้รับสมญานามว่าเป็น “ พืชที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก” ปัจจุบันนี้ได้มีการค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องทั้งใน เอเชีย , ยุโรป , อเมริกา อย่างกว้างขวางในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักโภชนาการ และ ทางการแพทย์ ”

มารู้จัก ซีบัคธอร์น กันเถอะ….แล้วคุณจะหลงรัก

ชื่อสามัญ : ซีบัคธอร์น (Seabuckthorn) ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า : Hippophae Rhamnoides

ต้น ซีบัคธอร์น มีลักษณะเป็นไม้พุ่มยืนต้น มีรากยาวหยั่งลึกเกาะเกี่ยวกันไว้ แผ่ขยายปกคลุมพื้นที่ใต้ดินอย่างกว้างขวาง รากนี้ยังมีคุณสมบัติกักเก็บน้ำได้ดีเหมือนอูฐ ความสูงของต้นเฉลี่ย สูง 50 เซนติเมตร – 6 เมตร เป็นไม้มีหนาม ใบสีเขียวสดใสเรียวยาว สีเข้มอ่อนแตกต่างกันไป มีผลสีส้มทองเล็กๆ ขนาด 6 – 9มิลลิเมตร ลักษณะเป็นพวง ๆ รสชาติเปรี้ยวฝาด ใน 1 ผล จะมี 1 เมล็ด เมล็ดของซีบัคธอร์น นั้นถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมัน ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าอย่างสมบูรณ์แบบ ผล เมล็ดเนื้อและเปลือก 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน สามารถสกัดออกมาเป็นน้ำมัน ได้เพียง 3 กิโลกรัม เท่านั้น ต้นของซีบัคธอร์น จะมีดอกในช่วงเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม มีผลสุกเต็มที่ในช่วงปลายกันยายน ของทุกๆปี และการออกผลนี้มีเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

ชีวิตของ ซีบัคธอร์น ต้นซีบัคธอร์นชอบอากาศหนาว สามารถเติบโตได้ดีบนที่ราบสูง และเขตเทือกเขา สามารถเติบโตได้ในพื้นที่ที่มีระดับความสูงถึง 4,000 เมตรจากน้ำทะเล พืชอื่นๆ ส่วนใหญ่จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เนื่องจากออกซิเจนต่ำ สำหรับซีบัคธอร์นนั้น เป็นพืชที่สามารถปรับตัวได้ดี และมีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวได้สูง ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ทะเลทราย แห้งแล้ง ดินเค็ม ซีบัคธอร์นยังสามารถทนต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส และฤดูหนาวที่อุณหภูมิสูงถึง – 40 องศาเซลเซียส และด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้ ซีบัคธอร์น สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในพื้นที่ทะเลทรายร้อนสุด หนาวสุด แม้กระทั่งในช่วงที่อากาศหนาวจัด พื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ รวมถึง ต้นของซีบัคธอร์น ใบ ผล ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะอย่างหนาแน่น ซีบัคธอร์นก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ และผลสีส้มทองของซีบัคธอร์น ยังคงสดใสและไม่เป็นน้ำแข็ง แต่กลับยังมีผลที่สวยงาม เปล่งปลั่ง และด้วยความเย็นนี้จึงทำให้ ผลของซีบัคธอร์นจึงคงคุณค่าสารอาหารไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

พื้นที่ป่า ซีบัคธอร์น พื้นที่ป่าซีบัคธอร์นธรรมชาติ พบได้ตามเขตที่ราบสูงและเขตเทือกเขาตั้งแต่ยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงเทือกเขาหิมาลัยในเอเชียกลาง รวมไปถึงทางตะวันตกและทางเหนือของประเทศจีน โดยเฉพาะที่จีนนั้นพบป่าซีบัคธอร์นได้จำนวนมาก ในแถบตอนใต้ของประเทศมองโกเลีย เรื่อยมาจนถึงที่ราบสูง “อินเนอร์มองโกเลีย” ในเขตปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของจีน เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว ประเทศจีนนั้นถือว่ามีพื้นที่เพาะปลูกซีบัคธอร์นสูงถึง 95 %ของพื้นที่เพาะปลูก ซีบัคธอร์นทั้งโลก จัดเป็นพืชโบราณหายากที่มีมนต์ขลัง เปรียบเสมือนราชาผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินจีน
อินเนอร์มองโกเลีย อยู่ในเขตที่ราบสูงทางทิศเหนือของประเทศจีนติดกับทางใต้ของประเทศมองโกเลียและมีเทือกเขา โดยส่วนใหญ่มีพื้นที่เป็นทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย อากาศหนาวเย็น ในช่วงฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำถึง – 40 องศาเซลเซียส อินเนอร์มองโกเลีย มีความอุดมสมบรูณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นดินนั้นมีแร่ธาตุนานาชนิดอยู่อย่างอุดมสมบรูณ์จากที่เคยเป็นพื้นดินมหาสมุทรในอดีตกาล และพื้นที่นี้ยังมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี เปรียบเสมือนตู้เย็นขนาดใหญ่ ส่งเสริมให้ผลของซีบัคธอร์น คงความสดใสเปล่งปลั่ง ดังนั้น ป่าซีบัคธอร์นธรรมชาติในพื้นที่นี้จึงมีความอุดมสมบูรณ์สูง และมีผล เมล็ด ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสารอาหารสำคัญๆ อยู่อย่างสมบรูณ์แบบ

ซีบัคธอร์น กับการค้นคว้าและการวิจัยระดับสากล ปัจจุบัน ซีบัคธอร์น ได้มีการวิจัยอย่างต่อเนื่องทั้งยุโรป เอเชีย และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทั้งในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ รวมถึงวงการอวกาศ น้ำมันสกัดจากเมล็ดซีบัคธอร์น ถูกนำคุณประโยชน์มาใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในวงการอาหารเสริม เครื่องสำอาง และวงการแพทย์ รัสเซีย ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่วิจัยซีบัคธอร์น ในปัจจุบัน ได้จดทะเบียนรับรองซีบัคธอร์นเป็นยา ในรัสเชียนั้นนอกจากจะใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้ในด้านเสริมความงาม และใช้ในอวกาศด้วย นักบินอวกาศของรัสเชีย ทานซีบัคธอร์นเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสี และสภาวะต่างๆในอวกาศ ก่อนที่จะเดินทางสู่อวกาศ อีกด้วย
ในปัจจุบันนี้ แถบยุโรป ยังมีการศึกษาข้อมูล โอเมก้า 7 (Omega 7) ในซีบัคธอร์น กับการควบคุมการดูดซึมไขมัน ของระบบสมอง ซึ่งมีส่วนช่วยลดไขมัน ลดระดับคอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และยังส่งเสริมการลดน้ำหนักได้ดีขึ้นอีกด้วย การค้นคว้าวิจัยในการนำซีบัคธอร์น มาใช้ให้เป็นประโยชน์แบบไม่หยุดยั้งนั้น จึงมีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ซีบัคธอร์น ผลไม้แห่งชีวิต ทุกๆส่วนของซีบัคธอร์น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะ เมล็ดเล็กๆ สีดำ ที่อยู่ในผลนั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญและมีคุณค่ามากที่สุด เมล็ด ของซีบัคธอร์น นี้สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมัน ซึ่งสารอาหารส่วนใหญ่ในผลของซีบัคธอร์น อยู่ที่น้ำมันของ “เมล็ด”

• ซีบัคธอร์น มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ( BIO – ACTIVE NUTRIENTS ) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากถึง190ชนิด

• อุดมไปด้วยวิตามิน ได้แก่ วิตามิน E ,D , A, C และ K ซีบัคธอร์น มีวิตามินซี สูงมากกว่าผลไม้ทุกชนิด

• เป็นแหล่งรวมของ โอเมก้า (Omega) 7, 3 ,6 ,9

• ในน้ำมันสกัด ซีบัคธอร์น อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงถึง 80% กรดไขมันนี้ยังเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตคอลลาเจน เพื่อสุขภาพของผิว ผม และเล็บ

• กรดอะมิโน ที่ร่างกายต้องการสูงถึง 18 ชนิด ล้วนมีอยู่ครบในซีบัคธอร์น

• มีแร่ธาตุ 12 ชนิด ที่ร่างกายต้องกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี โปตัสเซียม ซีลีเนียม ในปริมาณที่สูงมาก

• น้ำมันเมล็ดซีบัคธอร์นยังอุดมไปด้วย S.O.D ( Super Oxide Dismutase สารต้านอนุมูลอิสระ)
โดยมีปริมาณเข้มข้นกว่าโสมถึง 4 เท่า

คำสั่งต่างๆ html

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ และ ความงาม อย่างเห็นผลได้ที่ 080 8070633 Line ID : atmcenter3

การดีท๊อกซ์แบบโภชนาการบำบัด (Detox diets)

pic1

การดีท๊อกซ์แบบโภชนาการบำบัดโดยปกติใช้เวลา 3-21 วันโดยมุ่งเน้นการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ถึงแม้ว่ากระบวนการกำจัดของเสียและสารพิษสามารถกระทำได้โดยธรรมชาติของร่างกาย แต่ร่างกายมักไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์อันเป็นผลมาจากสารพิษจำนวนมากและหลากหลายประเภทรวมทั้งความเครียดที่เป็นตัวบั่นทอนประสิทธิภาพในการกำจัดของเสีย และในที่สุดสารพิษและของเสียเหล่านี้ก็จะส่งผลลบและกระทบต่อการทำงานของระบบอื่นๆของร่างกายด้วย การดีท๊อกซ์แบบโภชนาการบำบัดจะช่วยให้ร่างกายของเราสามารถมุ่งเน้นไปในการเยียวยาตัวของมันเอง เป้าหมายคือเพิ่มพลังงานให้ร่างกายโดยรวม ระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น รักษาอาการปวดหัว เพิ่มสมาธิในการทำงานหรือการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รักษาระดับอารมณ์ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปมา เพิ่มระดับภูมิต้านทานลดอาการแพ้ต่อสิ่งต่างๆ เรียกคืนความสามารถปกติของร่างกายในการต้านเชื้อโรค ต้านอาการหวัด ป้องกันความเสื่อมของร่างกายและการแก่ก่อนวัย
การดีท๊อกซ์แบบโภชนาการบำบัดมีหลากหลายประเภท โดยทั่วไปลักษณะของการดีท๊อกซ์แบบโภชนาการบำบัด เป็นดังนี้

• การลดปริมาณของสารเคมีที่นำเข้าสู่ร่างกาย เช่น การรับประทานเฉพาะอาหารประเภทออแกนิก (Organic Food)
• มุ่งเน้นอาหารที่ให้วิตามินสูง สารอาหารที่สำคัญๆต่อร่างกาย และสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายต้องนำไปใช้ในกระบวนการดีท๊อกซ์
• มีส่วนประกอบสำคัญต่อไปนี้ ได้แก่ อาหารที่มีเส้นใย(Fiber)สูง และน้ำสะอาดที่ปราศจากสารพิษต่างๆเพื่อร่างกายนำไปใช้ในการทำงานของลำไส้และการปัสสาวะเพื่อขับถ่ายของเสีย

การสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ

วิธีการหนึ่งของการล้างลำไส้คือ การสวนด้วยกาแฟ (coffee enema) ซึ่งเป็นการล้างลำไส้ในส่วนต้น เนื่องจากด้วยในกาแฟประกอบด้วยสารคาเฟอีน ทีโอไฟลีน ทีโอโบรมีนซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมของจิตใจเกิดการคลายตัว ส่งผลทำให้หลอดเลือดและท่อน้ำดีขยายตัว สำหรับผลของกาแฟต่อร่างกาย ที่เกิดจากการดื่มกาแฟ นั้นแตกต่างการสวนลำไส้ด้วยกาแฟ เนื่องจากเส้นเลือดดำบริเวณลำไส้ใหญ่และทวารนั้นอยู่ไม่ลึกจากผิว ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมคาเฟอีนจากกาแฟในขณะสวนล้างลำไส้ได้อย่างรวดเร็ว (และเป็นกาแฟที่มีความเข้มข้นมากกว่าด้วย)

pic

การดีท๊อกซ์ด้วยวิธี สวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ แตกต่างจากการดีท๊อกซ์ด้วยการรับประทานไฟเบอร์ อย่างไร ?

แน่นอนว่าการทำดีท๊อกซ์ (Detoxification) ทั้งสองแบบนี้เป็นกระบวนการนำเอาของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย หรือนิยมเรียกกันสั้นๆว่า “การล้างพิษ” การดีท๊อกซ์หรือการล้างพิษอาจมาในหลากหลายรูปแบบและอาจหมายรวมถึงโปรแกรมการล้างพิษต่างๆกันไปแต่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันก็คือ ชำระล้างของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย
การดีท๊อกซ์ด้วยวิธี สวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ จะเป็นเพียงการล้างลำไส้ในส่วนต้น และการสวนล้างในลักษณะนี้จะทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ของเรานั้นหายไปด้วย แต่สำหรับการรับประทานไฟเบอร์ซึ่งเป็นเส้นใยจากธรรมชาติแบบออร์แกนิคจะสามารถช่วยขจัดสารพิษตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้เล็ก จนถึงลำใส้ใหญ่ และยังคงรักษาแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ส่งผลให้ร่ายกายมีการขับถ่ายดี บรรเทาอาการท้องผูก ลดการหนักหมมของเสียในระบบการขับถ่ายทั้งระบบ และการรับประทานไฟเบอร์จะช่วยให้อิ่มทนอิ่มนาน เราจึงสามารถควบคุมพลังงานจากอาหารที่รับประทานได้ ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลง และหากทานเป็นประจำยังส่งเสริมให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสอีกด้วยค่ะ

ใครบ้างที่จำเป็นต้องทำการล้างสารพิษหรือดีท๊อกซ์

ใครก็ตามที่มีปัญหาหรืออาการไม่ปกติต่างๆเหล่านี้เรื้อรังเป็นระยะเวลานาน การทำดีท๊อกซ์จะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้หรืออาจหายจากอาการได้ในบางราย

• มีปัญหาทางเดินอาหารเรื้อรัง
• มีการทำงานของตับผิดปกติ เนื่องจาก : แอลกอฮอล์, นิสัยการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกโภชนาการ มีความเครียดสูง สัมผัสสารเคมีในที่ทำงาน, และไวรัสตับอักเสบ
• มีอาการปวดหัวเรื้อรัง
• มีปัญหาสภาพผิวเรื้อรัง
• ปวดข้อต่อและกล้ามเนื้อ
• ไวต่อการติดเชื้อต่างๆได้ง่าย
• มีปัญหาทางเดินหายใจ
• เป็นโรคภูมิแพ้
• มักอ่อนเพลียและ รู้สึกเมื่อยล้า
• มีภาวะซึมเศร้าและมักหงุดหงิด
• นอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท หรือ นอนหลับแบบไม่มีคุณภาพหรือหลับแต่รู้สึกเหมือนนอนไม่พอ
ประโยชน์ของการดีท๊อกซ์
มีข้อดีมากมายของกระบวนการดีท๊อกซ์หรือล้างสารพิษ การดีท๊อกซ์ต้องอาศัยวินัยและความต่อเนื่องของกระบวนการดีท๊อกซ์ตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้ออกแบบไว้ แต่ผลดีที่จะได้รับนั้นมากมายและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมหาศาล

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ และ ดีท๊อกซ์ การดูแลรูปร่าง อย่างเห็นผลได้ที่ 080 8070633 Line ID : atmcenter3 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.tips2health.com/fiber-plus/

การล้างพิษ (Detox) จากธรรมชาติด้วยเส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์

เมื่อพูดถึงเส้นใยอาหาร หลายคนจะคิดถึงส่วนที่เป็นเส้นๆใน ฝัก ถั่ว หรือผักใบเขียวทั้งหลายที่มีเส้นแข็งๆ อยู่ในใบ แต่ใยอาหารที่เรากล่าวถึงนี้มีคุณสมบัติมากกว่านั้น

เส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ ส่วนใหญ่เราจะได้จากส่วนโครงสร้างของพืช เช่น กิ่ง ก้าน เมล็ด เป็นส่วนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเซลลูโลส ซึ่งมี 2 ชนิดคือ ชนิดที่ละลายน้ำได้ เวลาละลายน้ำจะเห็นเป็นลักษณะเมือกๆ พบมากในผลไม้ ถั่ว ข้าวโอ๊ต เป็นต้น อีกชนิดคือ ไฟเบอร์ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ จะพบมากใน ข้าวซ้อมมือ รำข้าว ผักต่างๆ ไฟเบอร์ เป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงานใดๆ ถึงแม้ว่าโครงสร้างจะเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งก็ตาม เมื่อเรารับประทาน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานเข้าไปในร่างกาย มันจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป เราสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ลดน้ำหนักได้นะค่ะ

ประเภทของอาหารที่ให้ใยอาหารสูงแก่ร่างกาย ก็คือ อาหารประเภทถั่วทั้งชนิดฝักและเมล็ด ผัก ผลไม้ และข้าวซ้อมมือ (ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี) รวมถึงขนมปังโฮลวีท (ขนมปังแป้งสาลีที่ไม่ผ่านการขัดสี) ด้วยเช่นกัน เอ้ !! เราทราบหรือไม่ว่า เส้นใยอาหารนั้น จะช่วยล้างพิษในร่างกายรวมถึงระบบการย่อย การขับถ่าย และยังได้รับผลพลอยได้ในการควบคุมน้ำหนักจนมีรูปร่างสวยเพียวด้วย และที่สำคัญใยอาหารสามารถเปลี่ยนชีวิตของทุกๆคนให้มีสุขภาพที่ดีด้วยอีกนะค่ะ

เส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ กับการล้างพิษ (Detox) จากสภาพแวดล้อม ทำให้พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไป เราจึงพยายามหาแนวทางที่จะคืนความสดชื่นและการมีสุขภาพที่ดีให้แก่ร่างกายให้เร็วที่สุด อันเป็นที่มาของกระแส “การล้างพิษ” จากกระบวนการทำงานของตับ ไตและลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ที่มีหน้าที่กำจัดของเสียจากอาหารที่เรากินเข้าไปด้วยการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน และสิ่งสำคัญที่จะเสริมให้การล้างพิษตามธรรมชาติของลำไส้ใหญ่ให้มีประสิทธิภาพคือ เส้นใยอาหาร ที่ร่างกายได้รับจากการกินอาหารประเภทข้าวกล้อง ธัญพืช โฮลวีท ข้าวโอ๊ต ถั่ว ผักและผลไม้ เป็นต้น

แต่ในความเป็นจริง หลายคนอาจกินไม่ได้ตามที่ร่างกายต้องการทุกวัน ทำให้เกิดปัญหาท้องผูก เกิดของเสียหมักหมมในลำไส้ใหญ่ และถ้าเป็นเรื้อรัง ก็เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ทั้งนี้เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว หลายคนพึ่งวิธีการ “กินยาระบาย” และ “การสวนล้างลำไส้ใหญ่” ซึ่งอาจจะเป็นการทำลายจุลินทรีย์ชนิดดีที่อยู่ในผนังลำไส้ใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองและช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดโรค ดังนั้นหากสวนล้างลำไส้ใหญ่บ่อยเกินไปเท่ากับว่า เรากำจัดจุลินทรีย์ชนิดดีนั้นออกไปด้วย ผลก็คือ จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น และทำให้สูญเสียสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย สรุปว่าอาจเป็นทางเลือกที่เร็วและเห็นผลทันที แต่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว
หากเราเลือกรับประทาน เส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ ในการล้างพิษ เราจะได้รับ
“เส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ” จะพองตัวและอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าปริมาตรของตัวเองหลายเท่า ช่วยเพิ่มปริมาตรกากอาหารในลำไส้ ไม่ให้อุจจาระแห้งและแข็ง ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายและสบายขึ้น ไม่มีสิ่งหมักหมมค้างในลำไส้ใหญ่
“เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำ” จะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่อย่างช้าๆ ทำให้เกิดกรดไขมันชนิดสายสั้น (Short-chain fatty acid)ได้แก่ อะซิเตท โพรพิโอเนท และบิวทีเรท ซึ่งสารบิวทีเรทจะทำให้ค่า pH ในลำไส้ลดลงต่ำ มีผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคและลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจากการรับประทาน เส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ เป็นประจำ
“ลดคลอเรสเตอรอล และ ดีต่อผู้ป่วย โรคหัวใจ”
การวิจัยพบว่า ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ สามารถช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด จึงลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดอุดตันได้ค่ะ
“ดีต่อผู้ที่เป็น โรคเบาหวาน”
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบอีกว่า ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้จะช่วยในด้านการลดระดับน้ำตาลในเลือด จนสามารถช่วยลดการใช้ปริมาณอินซูลินในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังค้นพบอีกว่าคนที่รับประทาน ไฟเบอร์มากๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็น เบาหวาน
“ดีต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก”
ไฟเบอร์ เป็นเส้นใยธรรมชาติ จึงไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ใช้พื้นที่มากในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เวลารับประทานไฟเบอร์เข้าไปจะรู้สึกอิ่มได้เร็วและนาน ช่วยลดความอยากอาหารลงได้ส่งผลให้เราควบคุม และลดน้ำหนักลงได้อย่างปลอดภัย

ดังนั้น “การล้างพิษ” ที่ดีที่สุด คือ การล้างพิษตามธรรมชาติด้วยการรับประทานอาหารที่สด ปรุงสะอาดมีกากใยสูงและมีคุณค่าต่อร่างกาย ควบคู่กับการดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน การออกกำลังกายบ้าง นอนหลับพักผ่อนและทำจิตใจให้แจ่มใส และอาจใช้ผลิตภัณฑ์เส้นใยอาหารธรรมชาติเสริม ในกรณีที่รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อยก็ได้นะค่ะ
อ้างอิงข้อมูลจาก : นิตยสาร Health Today